ใครเคยเบื่อหน่ายเพื่อนร่วมงาน ยกมือขึ้น! เชื่อว่ามืออาชีพยกมือกันแทบถ้วนทั่ว
เมื่อทำงานนานวันเข้า ทุกท่านย่อมมีเรื่องเล่าสั่งสม เป็นทั้งปมที่แก้ไม่ออก และเรื่องที่อยากบอกต่อเพราะเป็นข่าวดี
วันนี้ มาหารือกันเรื่องระคายเคืองใจ ว่าด้วยเรื่องมีเพื่อนร่วมงานร้าย ทำอย่างไรดี
นึกภาพว่า ที่ทำงานเปรียบดั่งบ้านที่สองของเรา บางท่านเฝ้าบ้านนี้และมีเวลาให้มากกว่าที่บ้านจริงๆ ซึ่งกลายเป็นแค่ที่สิงสถิตย์เฉพาะกลางคืน
หากบ้านหลังนี้ มีเรื่องมาคุ ระอุอยู่เนืองๆ เพราะเราเคืองกับเพื่อนร่วมงานร้าย ชีวิตจะน่าเบื่อขนาดไหน ต้องคอยเล็งกันว่าใครเดินไปทางใด จะได้เลี่ยง คนชวนไปกินข้าวกลางวันก็ต้องเกี่ยง เพราะเสี่ยงเจอหน้ากัน
คนอื่นๆที่ทำงานด้วยก็ซวยตาม เพราะต้องคอยดูทางลม ชมทางนี้ ก็ถูกอีกพี่เขม่น จะเล่นการเมืองมากก็ไม่เหมาะ เพราะผมก็ไม่อยากมีปัญหากับใคร
หัวหน้าที่ป็นผู้ใหญ่ ใช่ว่าจะปลื้ม ทำลืมๆก็ไม่ได้ เพราะตระหนักว่า การจ่ายงานใดๆ ต้องพยายามไม่ให้เกิดการประสานงา จนเอือมระอาอยู่เนืองๆ
ไปๆมาๆ ทั้งคู่เลยดูไม่ดี เป็นตัวเจ้าปัญหา พาทีมตกต่ำ
เราอยู่เฉยๆ นอกจากเซ็งเศร้า ยังอาจเน่าได้ จึงควรลุกขึ้นไปทำอะไรบ้าง
ลองมาไล่เลียงทางเลือกว่า เราน่าจะทำอะไรในสถานการณ์นี้
1. เข้าใจตนเอง ก่อนจะละเลงใคร ตั้งหลักให้ได้ว่าเรามาจากมุมใด
พยายามทำความเข้าใจปัญหา ว่าสาเหตุคืออะไร โดยปล่อยใจให้เป็นกลางมากที่สุด
ย้อนนึกเพิ่มเติมว่าเกิดอะไร เพราะอะไร พฤติกรรมทั้งเราและเขาเป็นเช่นไร
หากอยากให้มั่นใจ ลองนึกถึงใครที่ใจเป็นกลาง หากเราถามพี่คนนี้ เขาจะให้มุมมองว่าอย่างไร
ทั้งหมด เพื่ออ่านสถานการณ์ให้ขาด รู้เรา รู้เขา อย่างเป็นจริง จะได้หาทางแก้ได้ ไม่หลงทาง
2. มองสถานการณ์จากมุมมองของเขา
เริ่มตั้งหลักที่สมมุติฐานว่า ทุกคน (รวมทั้งเจ้าเพื่อนร้าย) ย่อมมีเหตุผลของตนทั้งสิ้น
สาเหตุที่เขาทำตัวร้ายใส่เรา อาจเป็นอะไรได้บ้าง เขาเข้าใจเราผิด? คิดว่าเราไม่ให้เกียรติ?
เครียดเพราะกังวลว่าเราเป็นคู่แข่ง ? หรือเราพูดแรงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ? ฯลฯ
สมมุติฐานเพิ่มเติมว่า ทุกคนคงมีความต้องการคล้ายกัน คืออยากเป็นคนดี อยากมีผลงาน อยากเป็นที่รัก อยากมีมิตรสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้างที่ทำงาน
ที่เขามีพฤติกรรมเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเหตุอันใดที่เรายังอาจไม่เข้าใจกระมัง
3. หาจังหวะพูดคุย
เมื่อทำใจได้ระดับหนึ่ง ลองหาจังหวะที่กะว่าสะดวกทั้งเขาและเรา เอาตอนที่ไม่เร่งรัด ไม่กดดัน
ลองเปิดใจกับเขา ว่าเรารู้สึกเช่นไร
จากนั้นฟังอย่างตั้งใจ ฟังเขามากๆ หากเขาอยากเล่า ว่าเขาเคืองเรื่องใด
หากเราทำอะไรผิดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษด้วยก็ดี ไม่มีกติกาห้าม
หรือรอจังหวะงามๆ หาโอกาสชี้แจงว่าในมุมเรา ความจริงเป็นเช่นไร
แม้ยังไม่ได้ความคืบหน้า อาทิ ป้าไม่ปริปาก ว่าอยากให้เราทำอะไร อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกของการสร้างความสัมพันธ์อันดี มีแต่ได้
4. หาตัวช่วย หากมีเพื่อนหรือพี่ที่เราไว้ใจ อาจให้เขาช่วยวินิจฉัย ท่านจะมองได้ใช่และชัดกว่า เพราะมองในฐานะคนกลาง
ขอข้อเสนอแนะว่า พี่ขาหนูน่าจะทำอย่างไร
หรือยิ่งดีใหญ่ หากเขาจะเป็นตัวช่วยประสานความเข้าใจ ผ่อนหนักเป็นเบา
5. หันหน้าพึ่งหัวหน้า ในฐานะที่หัวหน้าเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งทีม อย่างไรเสียเขาก็ต้องรับรู้
อาจเริ่มโดยกราบขออภัยที่ทำให้ท่านหนักใจ
เวลาเล่าปัญหาให้เขาฟัง เลี่ยงท่าทีลีลาฟ้อง อันทำให้มองเหมือนเด็กตีกัน
เริ่มด้วยเข้าใจหัวหน้า ว่าท่านให้ความสำคัญเรื่องอะไร เช่น ผลงาน บรรยากาศการทำงาน ฯลฯ
แล้วเตรียมสื่อสาร โดยเอางานหรือประเด็นที่สำคัญนั้นเป็นหลัก
อาทิ ชี้ว่า การมีทีมที่ทำงานด้วยกันไม่ได้คล่องตัว จะส่งผลต่อประเด็นนั้นอย่างไร
เล่าให้ฟังถึงมุมมองของเรา ว่าปัญ หาอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง รวมทั้งสิ่งที่เราพยายามทำในการแก้ปัญหา ตลอดจนผลลัพธ์ที่ได้
แล้วให้ท่านช่วยวิจารณ์ และให้คำแนะนำ
ทำได้เช่นนี้ ถือว่า “เป็น” อย่างยิ่ง
6. ทำอะไรยังไม่ได้ ต้องทำใจเป็น
ในที่สุดต้องมีสติ ไม่หวั่นไหวไปเกินการณ์
ทำดีที่สุดในจุดที่ทำได้ โดยอย่างน้อย ต้องบริหารตัวและใจตน ไม่ให้จนมุม
การทำใจ ถือเป็นการยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันฉันยังทำอะไรไม่ได้ (อนาคตไม่แน่)
การทำใจ หมายถึง ตอนนี้ต้องใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว
การทำใจ หมายถึง ตระหนักว่า มีเพื่อนร่วมงานเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่หาดีพร้อมหรือเลวหมดไม่มี
การทำใจ หมายถึง อะไรที่นอกเหนืออำนาจที่เราจะจัดการได้ เช่น อารมณ์ของอีกฝ่าย ก็ต้องกล้าปล่อยไป
คิดเสียว่าปัญหาเพื่อนร่วมงานร้าย เป็นเพียงข้อสอบย่อยที่มืออาชีพต้องผ่านให้ได้
ในวันหน้าวันไกล มั่นใจได้ว่าข้อสอบอื่นใด จะตอบยากขึ้นๆนัก






