วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลิก "บัญชี 3" ให้เป็นโอกาส

รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฉบับล่าสุด ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการ

ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลเสียหายต่อ "ภาพลักษณ์" ประเทศไทยในระดับ "น่ากังวล"

+++ เพราะก่อนหน้านี้ "ภาวะไม่ปกติ" ของการเมืองไทยดูไม่ดีในมุมมองต่างชาติอยู่แล้ว ขณะที่การจัดการเป็นการภายใน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังปลุกปล้ำแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบเรื่องต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

+++ เมื่อสหรัฐประกาศลดระดับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยไปอยู่ระดับต่ำสุด (บัญชี 3) จึงไม่ต่างจากการกระแทกซ้ำคนที่กำลังลุกขึ้นยืนให้เซถลา

+++ ยังดีที่ คสช.แสดงท่าทีต่อผลการตัดสินที่เกิดขึ้นได้เหมาะสม ไม่ได้ตำหนิฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่สั่งเดินหน้าแก้ปัญหา แต่ฝั่งผู้ปฏิบัติหลายหน่วยไม่เห็นด้วย และรู้สึกผิดหวังกับผลการปรับลดระดับในครั้งนี้

+++ เหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาโต้แย้งคือ ไทยส่งข้อมูลผลการทำงานให้ตรวจสอบ รวมทั้งเดินทางไปชี้แจงด้วยตัวเองต่อทางการสหรัฐ

+++ อีกทั้งตัวเลขสถิติการจับกุมก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยรายงานผลการดำเนินงานของทางการไทย ประจำปี 2556 ระบุว่า ปีก่อนมีการดำเนินคดีค้ามนุษย์ที่เริ่มสอบสวน 674 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีทางเพศ 520 คดี แรงงาน 80 คดี และนำคนมาขอทาน 74 คดี หากย้อนไปดูในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาถือว่ามีคดีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

+++ บริษัทจัดหางานถูกดำเนินคดีอาญา 9 บริษัท เพิกถอนใบอนุญาต 2 แห่ง พักใช้ใบอนุญาต 4 แห่ง มีนายหน้าเถื่อนถูกดำเนินคดีทั้งหมด 155 คดี

+++ เมื่อคดีเพิ่มขึ้นก็แน่นอนว่า "ผู้เสียหาย" จากการค้ามนุษย์ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ที่น่าตกใจคือ เมื่อคัดแยกผู้เสียหายแล้วพบว่าในกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปีพุ่งพรวด จากที่มีอยู่ 432 รายในปี 2555 เพิ่มเป็น 757 รายเมื่อปีที่แล้ว

+++ ในจำนวนนี้เป็นเด็กไทยมากที่สุด 657 ราย รองลงมาคือ เมียนมาร์ 141 ราย ลาว 114 ราย กัมพูชา 89 ราย ไม่ทราบสัญชาติ 15 ราย...สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความ "ตั้งใจจริง" เลยหรือ

+++ ผลพวงที่ตามมาจึงมีคำพูดจากฝ่ายไทยที่ว่า ไม่แปลกเพราะเป็นมาตรการฝ่ายเดียว เข้าทำนอง "ชงเองกินเอง" ของสหรัฐ ส่วนหนึ่งก็จริงแต่คงไม่ใช่ทั้งหมดเพราะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นสิ่งที่กำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว เมื่อเราตกลงใจยอมรับกฎเกณฑ์ของเขาแล้ว ต่อมาทำไม่ได้ตามนั้น ก็ต้องยอมรับสภาพ

+++ จากผลที่เกิดขึ้นเรากลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่อนาคตเรากำหนดได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญ วิกฤติครั้งนี้จึงเปลี่ยนเป็นโอกาสได้หากปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่มีอยู่

+++ สิ่งที่อยากเสริมคือ การป้องกัน "เด็ก" ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เพราะผลคดีด้านหนึ่งทำให้เห็นการปราบปรามอย่างจริงจัง แต่มุมกลับกันสะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย

+++ อีกเรื่องคือปัญหา "เจ้าหน้าที่รัฐ" ไม่ว่าจะสีใดเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากกลุ่มขบวนการ วันนี้ข้อมูลที่ได้ยังสับสน บางคนบอกมีเจ้าหน้าที่ถูกดำเนินคดี แต่บางคนอยู่ในคณะทำงานชุดเดียวกันกลับบอกไม่มี

+++ ปิดท้ายกันที่รายงานการวิจัยของ "สภาพัฒนาการเมือง" เกี่ยวกับความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทย ซึ่งมีการสำรวจข้อเสนอขององค์กรต่างๆ ในบ้านเรา, ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาในต่างประเทศ พร้อมข้อเสนอที่เป็นทางออกจาก "คนใน" ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ว่ากันว่าเป็นงานวิจัยที่ คสช.เลือกใช้เป็น "ข้อมูลตั้งตน" ในการขับเคลื่อนงานปรองดอง ซึ่ง "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ตีพิมพ์ไปแล้วเมื่อฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจถามไถ่ว่าเป็นผลงานของใคร คำตอบคือนักกฎหมายรุ่นใหม่อย่าง ผศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ซึ่งเคยแสดงทัศนะคมๆ เกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายไว้หลายครั้งนั่นเอง