ช่วงนี้ เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ทางตะวันตกประโคมข่าว Shadow Banking ในจีนเป็นการใหญ่
ว่าอาจจะส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อประเทศจีนในเร็ววัน ทว่าในความเป็นจริงหากได้พูดคุยกับนักธุรกิจจีนหลายท่านกลับพบว่าสำหรับปี 2014 ปัญหาดังกล่าวไม่น่าหนักใจเท่ากับความเสี่ยงที่ผมจะกล่าวถึงดังต่อไปนี้
ความเสี่ยงแรก ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของจีน
จะเห็นได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนตั้งแต่ต้นปี 2013 ยังไม่ค่อยนิ่งเท่าไร เริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของ 2013 ที่เศรษฐกิจเติบโตลดลงเป็นอันมาก จากการที่อุปสงค์ลดลงค่อนข้างแรง ส่งผลให้รัฐบาลอัดการกระตุ้นเศรษฐกิจไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กจนครึ่งปีหลัง 2013 กลับมากระเตื้องอีกครั้ง อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัวลงอีกครั้งในไตรมาสแรกของปีนี้จากร้อยละ 7.7 เหลือร้อยละ 7.4 แม้ล่าสุดตัวเลขภาคโรงงาน HSBC/Markit purchasing managers' index (PMI) ในเดือนพฤษภาคมจะกลับมาขยายเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนก็ตาม สถานการณ์ก็ยังถือว่าไม่น่าไว้วางใจ
ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาสแรกปี 2014 เป็นผลมาจากการชะลอตัวลงของการเติบโตทางการลงทุนและ ที่สำคัญมาจากการชะลอตัวลงของการค้าภาคต่างประเทศ โดยทางด้านอุปสงค์ การส่งออกสุทธิเป็นตัวถ่วงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยทำให้ลดลงร้อยละ 1.4 นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของสินค้าทุนยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแรงลง ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากเมื่อปีที่แล้วร้อยละ 0.8 ดังรูปที่ 1 โดยลดลงเป็นอย่างมากในรายอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมและบริการ
ความเสี่ยงที่สอง มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงปีสองปีนี้ รัฐบาลจีนพยายามที่จะหันหัวเรือการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคอุตสาหกรรมมาสู่ภาคบริการ ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้กิจกรรมภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ลดลงถึงร้อยละ 27 ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ดังรูปที่ 2 จึงได้เห็นราคาของภาคที่อยู่อาศัยลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองขนาดกลางในด้านตะวันตกและภาคกลางของประเทศ
หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะเห็นได้ว่าการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นในช่วงกลางปี 2013 และลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี โดยมีการลงทุนในภาครัฐที่สูงขึ้นเข้ามาชดเชย ทั้งนี้ ช่วงต้นปี 2014 การเติบโตของการลงทุนลดลงจากแรงส่งของมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่หมดลง รวมถึงมาตรการตึงตัวของสินเชื่อจากรัฐบาลทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้ไม่มากในช่วงต้นปีนี้
ความเสี่ยงสุดท้าย มาจากภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นของจีน โดยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2014 คณะกรรมการแห่งชาติของจีนได้ประกาศมาตรการด้านการคลัง 3 ประการ อันได้แก่ ประการแรก การผ่อนคลายเงื่อนไขเพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กได้รับความช่วยเหลือทางด้านภาษี สอง การส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยด้วยการออกพันธบัตรเพื่อช่วยเหลือทางด้านการเงิน สาม การออกพันธบัตรมูลค่า 3 แสนล้านหยวนต่อปีเพื่อสร้างระบบรางรถไฟ โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันตกและตอนกลางของประเทศ มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐบาลท้องถิ่นที่ปัจจุบันมีมูลค่าหนี้ทั้งหมดเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของจีดีพีของจีน โดยหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นจีนมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ราวร้อยละ 20 ระหว่างปี 2010-2013 รวมถึงหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งก็สูงกว่าระดับที่เหมาะสมไปแล้ว ที่น่าหนักใจคือหนี้ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นซึ่งไม่สมดุลกับรายได้ที่มาจากระยะเวลาในอนาคตซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
ที่น่าสนใจคือรัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลทางตะวันออกมีภาระหนี้สินทางการเงินมากจนอาจต้องพึ่งพารัฐบาลของมณฑลภาคตะวันตกจนเกิดความไม่เท่าเทียมในการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลาง รวมถึงมีมณฑลบางแห่งอาทิ กุ้ยโจวและยูนนานที่มีหนี้สินอยู่สูงแม้จีดีพีของตนเองไม่สูงมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการล้มละลายเป็นอย่างยิ่งครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






