มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความหวังว่า การเข้ามาควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในครั้งนี้
จะทำให้ราคาน้ำมันและแอลพีจีถูกลงกว่าเดิม และเข้ามารื้อรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน อย่างปตท.ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นต้นตอของปัญหา ผูกขาด และเอาเปรียบประชาชน
กระทรวงพลังงานยอมรับว่า ความคิดความเชื่อที่ถูกฝังอยู่ในหัวมานานจากข้อมูลใน social media ที่เต็มไปด้วยวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง หรือhate speech ยากที่จะสลายออกไปได้ในชั่วข้ามคืน ดังนั้นการเชื้อเชิญบรรดาแกนนำเจ้าของชุดความคิดการปฏิรูปพลังงานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นฝั่งที่ชอบประชานิยมสุดขั้ว หรือฝั่งที่อยากเห็นการปฏิรูปพลังงานที่มีความยั่งยืน รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลนโยบายของกระทรวงพลังงาน เข้ามานั่งปรึกษาหารือ ให้ยอมรับในข้อมูลพลังงานที่เป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของทางออก
เวทีประชุมของสโมสรกองทัพอากาศ เกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงาน ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่สองเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ของคสช.นั่งหัวโต๊ะ พยายามที่จะหาข้อสรุปเรื่องของการปฏิรูป พลังงาน ให้ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนนำเสนอต่อ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน
แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะหาทางออกในรูปใด ส่วนหนึ่งก็จะต้องปรับขึ้นราคาพลังงาน เพราะโครงสร้างราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนที่เป็นจริง
เพราะข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันก็คือ ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานแทบทุกประเภท เนื่องจากผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ นั่นหมายถึงว่า ต้นทุนพลังงานส่วนใหญ่ต้องอิงราคาตลาดโลก ดังนั้นนโยบายใดที่จะทำให้ราคาพลังงานต่ำกว่าต้นทุนที่นำเข้ามา รัฐจะต้องตั้งงบประมาณเข้ามาอุดหนุน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่รัฐจะดึงเอางบประมาณที่จะไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น มาโปะเฉพาะเรื่องพลังงาน
เมื่อดูโครงสร้างราคาพลังงานในปัจจุบัน กลุ่มผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่รับภาระหนักสุด เพราะต้องเสียภาษีสรรพสามิตและจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่น เพื่อที่จะให้กองทุนฯเอาเงินไปอุดหนุนแอลพีจีที่ต้องนำเข้าในราคาตลาดโลกแต่ต้องมาขายในราคาควบคุม
มีบางข้อเสนอที่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่อาจจะไม่ตรงกับความคาดหวังของประชาชนที่เชื่อไปแล้วว่า ปฏิรูปพลังงานแล้วราคาต้องถูกลง ก็คือ การที่รัฐจำเป็นจะต้องทยอยเรียกเก็บคืนภาษีสรรพสามิตดีเซล จากที่เคยเก็บอยู่ประมาณ5.30บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันมีการยกเว้นเอาไว้ให้เก็บในอัตรา 0.005บาทต่อลิตร จนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีไปแล้วประมาณ3แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันดีเซลขยับสูงเกินกว่าเพดาน ราคาที่ควบคุมเอาไว้ 30บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีสรรพสามิตของดีเซลและกลุ่มเบนซิน กลับมาใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบกับกลุ่มผู้ใช้ดีเซลที่อยู่ในกลุ่มภาคขนส่งสาธารณะ รัฐอาจจะนำรายได้จากภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นนั่นแหละมาตั้งเป็นงบประมาณช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ของกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงจากเดิม ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันในกลุ่มเบนซินปรับลดราคาลงจากเดิม ส่วนแอลพีจีและเอ็นจีวี ก็ต้องไปดูต้นทุนที่แท้จริงว่าเป็นเท่าไหร่กันแน่ แล้วค่อยขยับราคาขึ้นตามต้นทุน แต่ยังคงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยไปอีกสักระยะ
เรื่องทั้งหมดก็อยู่ที่หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ และหัวหน้าคสช. ทั้งพล.อ.อ.ประจิน และพล.อ ประยุทธ์ จะกล้าตัดสินใจเอาตามนี้หรือไม่ ต้องติดตาม









