ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับธุรกิจที่เอื้อซึ่งกันและกันเกิดขึ้นในไทยหรือไม่?
ในสมัยก่อน การเมืองในไทยไม่จัดว่าเป็นการแบ่งค่ายเป็นพรรคใหญ่สองพรรคเช่นในปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายครั้งพบว่าพรรคเล็กกลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้ง และหลายครั้งมีอำนาจต่อรองมากกว่าพรรคใหญ่ด้วยซ้ำ นักการเมืองส่วนใหญ่คือนักการเมืองอาชีพคือไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่งแต่ทำการเมืองอย่างเดียว บางครั้งเรียกว่านักเลือกตั้ง กลุ่มนักการเมืองเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ทุนสนับสนุนจากนักธุรกิจ เมื่อไม่มีใครรู้แน่นอนว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดคือสนับสนุนทุกพรรคอย่างถ้วนหน้า และไม่แสดงความสนิทสนมกับพรรคใดเป็นพิเศษ ช่วงเลือกตั้งเจ้าของธุรกิจหลายแห่งจึงถือเป็นเวลาที่ต้องไปพักร้อนต่างประเทศ ด้วยวิธีนี้นักธุรกิจจึงสามารถประคับประคองกิจการฝ่ามรสุมทางการเมืองมาได้โดยไม่บอบช้ำ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและนักการเมืองเริ่มแนบแน่นและส่อไปในทางเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเพียงอย่างเดียว งานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของธุรกิจและการเมืองของ Faccio (2006) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร American Economic Review ศึกษาบริษัทกว่าสองหมื่นแห่งใน 47 ประเทศทั่วโลก พบบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและเป็นเรื่องปกติในสังคมถึง 35 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มแข็ง และในประเทศที่การคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติค่อนข้างมาก รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและบริษัทเป็นเรื่องธรรมดา โดยกว่า 86.75% ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง Faccio (2006) ยังชี้ว่ากว่า 10% ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและบริษัทเหล่านี้มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 20%
แน่นอนว่าการหาหลักฐานว่านักการเมืองเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจอย่างไรอาจเป็นเรื่องที่ยากในการพิสูจน์ แต่ในตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ นักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลประโยชน์เหล่านี้และสะท้อนในราคาหุ้น กรุณา นัครา (2555) มหาบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ โดยวัดอัตราผลตอบแทนเกินปกติจากบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองกลุ่มต่างๆ และพรรคนั้นได้จัดตั้งรัฐบาล เพื่อศึกษาว่าราคาหุ้นจำได้รับผลกระทบอย่างไร
กรุณา รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ พ.ศ. 2531 จนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์และแบ่งช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นแบบประชาธิปไตยได้จำนวน 12 รัฐบาล เมื่อวัดอัตราผลตอบแทนเกินปกติไม่พบว่าเกิดอัตราผลตอบแทนเกินปกติ ราคาหุ้นกลับลดลงหลังการจัดตั้งรัฐบาลด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาเฉพาะรัฐบาลที่จัดตั้งตั้งแต่ พศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมได้เป็นครั้งแรก ภายในช่วงเวลาที่ศึกษานี้มีการสลับช่วงกับรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำด้วย ซึ่งเมื่อแยกแยะบริษัทท่อน้ำเลี้ยงเป็นสองกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับพรรคที่ได้เป็นรัฐบาล กลับพบว่าบริษัทท่อน้ำเลี้ยงเหล่านี้เกิดอัตราผลตอบแทนเกินปกติเมื่อรัฐบาลที่ตนมีความสัมพันธ์ด้วยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
นักลงทุนอาจใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ในการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลได้ แต่ที่ดีกว่านั้นคนไทยควรใช้ความรู้นี้ในการทำความเข้าใจกับผลประโยชน์ของนักการเมืองและธุรกิจและไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครด้วยความไร้เดียงสา









