หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเข้ามาควบคุมการปกครองประเทศเบ็ดเสร็จ ด้วยเป้าหมายชัดเจน
เพื่อปรับปรุงระบอบการปกครอง ให้มีโครงสร้างที่ทุกฝ่ายยอมรับกันได้มากขึ้น แม้หลายคนอาจแสดงความเห็นคัดค้าน โดยระบุว่า แนวทาง "การยึดอำนาจ" เป็นเรื่องที่สวนทางกับความเป็นประชาธิปไตยแบบสากลก็ตาม
แต่ในมุมมองและคนทำธุรกิจในประเทศไทยแล้ว ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเข้ามาของคสช. เพราะมองว่าเป็นทางออกเดียว สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย ที่มีปัญหายืดเยื้อยาวนานมานับ 10 ปี และหากนับเฉพาะปัญหาล่าสุด ก็ยืดเยื้อมาไม่น้อยกว่า 8 เดือน ที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ เพราะขาดการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ที่ออกมารวมตัวประท้วง คัดค้านทุกนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการ
ความแตกแยกและเห็นต่างแบบสุดขั้วนี่เอง เป็นเหตุให้เกิด "คสช." ซึ่งก่อตั้งขึ้นมา จากการรวมตัวของเหล่าทัพต่างๆ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งที่กำลังบานปลาย กลายเป็นเป็นหาที่ไม่มีทางออก ดังนั้น เมื่อคสช.เข้ามารักษาความสงบ ยุติการชุมนุม และปัญหาที่ขัดแย้งต่อเนื่องมายาวนานลงได้ ความมั่นใจทางธุรกิจจึงฟื้นกลับมา และทำให้ภาวะหยุดชะงักต่างๆ คลี่คลายลงได้
ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในประเทศ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีเสียงค้านจากนานาประเทศ ที่มองว่าการเข้ามาของกองทัพ เป็นการไม่การแสดงออกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่สำหรับคนไทยแล้ว เข้าใจดีกว่าการทำงานของคสช. ไม่ได้ขัดกับความรู้สึกความเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ มากนัก
ตราบใดที่เหตุการณ์บ้านเมืองสงบ ผู้คนไม่มีปัญหาแตกแยกทางสังคม จนแทบมองหน้ากันไม่ติด และถนนหนทางไม่ได้ถูกปิดโดยกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นั่นย่อมหมายถึง การฟื้นความเชื่อมั่น กลับมาได้ในระยะที่น่าพอใจ
ยิ่งเมื่อคสช.ประกาศเดินหน้า แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามแผนงานเดิม โดยเฉพาะโครงการที่ได้เดินหน้างานก่อสร้างไปแล้ว และยังได้พิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ ปี 2558 ก็ยิ่งทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าได้ ภาคเอกชนก็มั่นใจมากขึ้น และพร้อมที่จะลงทุนพัฒนาโครงการ เพราะเชื่อมั่นว่า กำลังซื้อในตลาดยังไม่หายไปไหน อย่างน้อยก็อีก 1 ปี กับ 3 เดือนข้างหน้า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กฎกติกาใหม่ อย่างน้อยอีกกว่า 15 เดือน การคืนความสุขให้ประเทศไทยและคนไทย จะยังคงเป็นสโลแกนที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ให้ผู้คนได้
ต้องยอมรับว่า ความเป็นคนไทย มีวิถีและแนวทางของปัญหา และการแก้ปัญหาแบบไทยๆ แม้เราจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับความเป็นสากล แต่ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้น วิถีปฏิบัติแบบไทยๆ อยู่ดี ช่วงนี้ขอให้เป็นโอกาสในการแก้ปัญหา ตามที่คสช.ตั้งเป้าไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้นกลับมาแล้วในปัจจุบัน และวิธีการของคสช. ที่วางกรอบเข้มงวดในการกำกับดูแล การทำงานของทุกๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะในการจำกัดสิทธิ์การเผยแพร่สื่อที่สะท้อนมุมมองทางการเมืองแบบเลือกข้าง หรือสื่อไปในทางยั่วยุส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง ก็ยังคงไม่ได้รับเสรีในการเผยแพร่ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสดีในการหยุดภาวะขัดแย้งให้น้อยลงได้ไม่มากก็น้อย






