หลายคนตั้งคำถามว่าเหตุใด คสช.จึงไม่ค่อยตระหนกตกใจ กับข่าวแรงงานชาวกัมพูชาอพยพกลับบ้าน
ซึ่งยอดล่าสุดพุ่งทะลุแสนไปแล้ว ทั้งๆ ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาคธุรกิจค่อนข้างรุนแรง
แม้จะมีคำอธิบายประเภทที่ว่าเป็นแรงงานกลุ่มผิดกฎหมาย หวาดกลัวการกวาดล้างจับกุมของเจ้าหน้าที่ไทย บ้างก็ว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผ่อนผันตามเอ็มโอยูที่ทำไว้กับรัฐบาลกัมพูชา กำหนดเวลา 4 ปี และครบกำหนดช่วงนี้พอดี จึงพากันเดินทางกลับประเทศกันมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะมาจากข่าวลือ เรื่องเจ้าหน้าที่ไทยไล่ล่าทำร้ายแรงงานต่างด้าว
การไม่รีบออกมาปฏิเสธอย่างทันท่วงทีตั้งแต่แรก ทำให้มี "คนคิดมาก" คิดไปต่างๆ นานา เช่น เป็นแผนของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้วที่ ต้องการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวแบบยกเครื่อง บางคนไปไกลถึงประเด็นการเมืองภายในกัมพูชา ที่ฝ่ายค้านอย่าง สม รังสี ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือถล่ม สมเด็จฮุนเซน บ้างก็บอกว่าอาจเป็นแรงบีบให้กัมพูชาจริงจังในการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มต้าน คสช.ซึ่งบางส่วนน่าจะไปกบดานอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ฯลฯ
นี่คือประเด็นที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นกัน...
แม้เรื่องนี้จะหาคำตอบที่แท้จริงยาก แต่ต้องบอกว่ากระแสที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว น่าจะเป็นโอกาสให้ฝ่ายความมั่นคงไทยจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวได้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
หากเกาะติดการทำงานของฝ่ายความมั่นคง จะทราบว่าปัญหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งเกือบทั้งหมดเข้ามาเป็นแรงงานนั้น ก่อปัญหาด้านความมั่นคงไม่น้อย ที่ผ่านมากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้ให้ความสำคัญด้วยการจัดตั้ง "ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2" รับผิดชอบปัญหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
โดยศูนย์ประสานการปฏิบัติ ของ กอ.รมน. มีด้วยการ 6 ศูนย์ รับผิดชอบงานความมั่นคงด้านต่างๆ ที่มีความสำคัญ อย่างเช่น ศูนย์ฯ 5 รับผิดชอบปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ขณะที่ ศปป.2 รับผิดชอบงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างชัดเจน
การทำงานของ กอ.รมน.มุ่งไปที่การรักษาความมั่นคงภายใน อันเป็นบทบาทใหม่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" ซึ่งทำให้ กอ.รมน.ในฐานะองค์กรที่เกือบถูกยุบไปหลายรอบหลังสิ้นสุดยุคปราบคอมมิวนิสต์ กลับมามีเขี้ยวเล็บ และมีกลไกจากระดับประเทศ ลงไปยังระดับภาค ถึงระดับจังหวัด และอำเภอ โดยมี "กองทัพบก" เป็นหน่วยนำ เนื่องจาก ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ขณะที่เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ กอ.รมน.โดยตำแหน่ง
ที่ผ่านมาชื่อ กอ.รมน.ฉายเด่นอยู่กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังมีประกาศใช้ในพื้นที่อื่นๆ อีก เช่น จ.สมุทรสาคร และระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นการเฉพาะ
ที่ระนองมีการตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนแยก เกาะติดปัญหาอย่างใกล้ชิด เพราะที่ระนองไม่ได้มีปัญหาแค่แรงงานพม่า แต่ยังมีปัญหาเรื่องโรฮิงญา และขบวนการค้ามนุษย์ด้วย
แม้หลายปีมานี้ กอ.รมน.จะมีกฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.บ.ความมั่นคง เข้าไปจัดการปัญหา แต่ก็จัดการได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ ติดขัดทั้งเรื่องงบประมาณ กำลังคน และการเมือง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายการเมืองและ "คนมีสี" หลายๆ กลุ่มเข้าไปมีผลประโยชน์กับเรื่องนี้
จากแรงงานต่างด้าวที่มีปัญหาด้านความมั่นคง ทั้งเรื่องการแย่งงานคนไทย เรื่องเด็กเกิดใหม่ เรื่องการสูญเสียงบประมาณในการดูแลคุณภาพชีวิต ทั้งเรื่องเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ไปจนถึงความเสี่ยงเรื่องก่อการร้าย ได้ลุกลามไปยังปัญหายาเสพติด ปัญหาสาธารณสุข และอื่นๆ โดยมีต้นตอสำคัญคือปัญหาคอร์รัปชันที่เกาะกินกันเป็นวงใหญ่ มีข้าราชการทุกสีเข้าไปเกี่ยวข้อง
การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 จึงเป็นโอกาสอันสำคัญของ คสช.และฝ่ายความมั่นคงในการจัดการปัญหานี้อย่างถึงรากถึงโคน
ส่วนจะสำเร็จหรือพ่ายแพ้ต่อพลังอื่นใดอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตา!






