คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ หรือ คตร. มีบทบาทที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าคณะทำงานชุดนี้ ที่มีปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธานตามคำสั่งของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นั้น มีหน้าที่กว้างขวางและชัดเจนเพียงใด
ที่ว่าน่าสนใจ เพราะว่า คตร.ได้ประชุมวางแนวทางการติดตามโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท และตามคำแถลงของ ดร.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษก คสช.นั้น คตร.ได้ส่งอนุกรรมการลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบ 8 โครงการในช่วงวันที่ 16-18 มิถุนายน นี้
โครงการที่กำลัง “ติดตามและตรวจสอบ” มีเช่น
1.โครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
2.โครงการจัดหารถจักรจำนวน 126 คัน ของ ร.ฟ.ท.
3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 (พ.ศ. 2554-2560) ของ ท่าอากาศยานไทย (ทอท.)
4.โครงการจ้างให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าของ ทอท.
5.กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงแรงงาน
6.โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แทบเล็ต) ของ กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
7.โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยุคที่ 3 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
8.โครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ของ กสทช.
คำถามแรก เมื่อเห็นข่าว คือ ทำไม คตร.จึงเลือกที่จะตรวจสอบ 8 โครงการนี้ มีเหตุจะต้องสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่
คำถามต่อมา ก็คือว่า กลไกปกติของทางการไม่สามารถจะติดตามและตรวจสอบ การใช้เงินงบประมาณเกิน 1 พันล้านบาท หรือ
คำถามอีกคำถามหนึ่ง ก็คือว่า หากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลในโครงการเหล่านี้ จะต้องใช้อำนาจเด็ดขาดเท่านั้นหรือ จึงจะสามารถเข้าไป “ติดตามและตรวจสอบ” ได้
อย่างนี้แปลว่า ระบบการบริหารประเทศปกติของเรา มีปัญหาร้ายแรงถึงขั้นที่ว่าโครงการใหญ่ๆ แพงๆ เหล่านี้ ไม่มีวิธีการติดตามและตรวจสอบที่โปร่งใสชัดเจนเพียงพอ จนทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษข้ามกระทรวง และอยู่เหนือโครงสร้างธรรมดาจึงจะสามารถเข้าไปหาข้อมูลมาวิเคราะห์ได้กระนั้นหรือ
ความจริง เรามีหน่วยราชการที่มีหน้าที่ “ติดตามและตรวจสอบ” การใช้เงินภาษีประชาชนมากมายในกรอบที่เราเรียกว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ว่าจะเป็นสำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น
นี่ไม่รวมถึงผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และ คณะกรรมาธิการในรัฐสภาทั้งหลายทั้งปวง ที่ควรจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีอย่างละเอียดรอบด้าน
สะท้อนว่ากลไกเดิมทั้งหลายเป็นสนิม ไม่อาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” และ “ยกเครื่อง” ประเทศชาติ อย่างกว้างขวาง
เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องให้มีการรัฐประหาร แล้วจึงจะ “ติดตามและตรวจสอบ” การทำงานของโครงการต่างๆ ที่ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างแท้จริง
คตร. จะทำหน้าที่ “ติดตามและตรวจสอบ” ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนได้ ก็จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง นั่นคือ รายงานทุกขั้นตอนของการติดตามและตรวจสอบ ไม่ว่าจะพบสิ่งแปลกปลอมหรือพฤติกรรมน่าสงสัยทุกแง่มุม
ที่สำคัญ คือ คณะกรรมการพิเศษเช่นนี้ จะต้องสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ด้วยการใช้มาตรฐานการตรวจสอบที่เป็นสากลและตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนทั่วไปอย่างครบถ้วน เพราะหากว่า “ติดตามและตรวจสอบ” แล้ว ไม่ปรากฏรายงานต่อประชาชนเป็นระยะๆ และชาวบ้านไม่อาจจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ คตร.เอง ก็อาจจะต้องตอบคำถามเรื่องการทำหน้าที่ได้เช่นกัน
เพราะว่า ในกลไกแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น การถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสมของกลไกต่างๆ เป็นหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่น และประสิทธิภาพของการทำงานของคนมีอำนาจและหน้าที่
เพราะต้องไม่ลืมว่า คำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือ
ใครติดตามและตรวจสอบคนที่มีหน้าที่ติดตามและตรวจสอบ...?









