วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity and Convergence (27) : รัฐกับตลาด

Karl Polanyi แสดงวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งในหนังสือ The Great Transformaion ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1944 ว่าตลาดเสรีซึ่งมองหรือปฏิบัติต่อแรงงานที่ดิน

รวมทั้งเงินและทุนเหมือนเป็นสินค้าซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนโดยมีผลตอบแทนหรือกำไรเป็นพลังขับเคลื่อนและคือหัวใจแห่งวิถีของทุนนิยมนั้นสามารถนำมาซึ่งมหันตภัยสำหรับชุมชน สังคม หรือมนุษยชาติได้เช่นกัน ถ้ามันไร้ศีลธรรมโดยที่ตลาดครอบงำทุกส่วนของสังคม ชุมชนหรือวัฒนธรรม วิถีทุนนิยมตลาดเสรีจะดำรงอยู่ได้ยั่งยืนก็ต่อเมื่อตลาดเป็นเพียงกลไกย่อย เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ตลาดต้องถูกดัดแปลง กำกับดูแลควบคุมโดยสังคมรัฐให้อยู่กับร่องกับรอย ตลาดอาจเป็นพลังของความก้าวหน้าแต่ต้องไม่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม ชีวิตไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ไม่มีความสุข ไม่มั่นใจในอนาคต เป็นต้น

ต้องยอมรับว่าวิสัยทัศน์ของ Polanyi ที่ฉายภาพทางเดินของทุนนิยมในอดีตที่ก่อตัวมีวุฒิภาวะสูงสุดในสังคมตะวันตกในศตวรรษที่ 19 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีบทบาทสำคัญต่อการปรับตัวของระบบทุนทั้งก่อนหน้าและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนระบบทุนนิยมที่เป็นประชาธิปไตยและกึ่งหรือไม่เป็นประชาธิปไตยได้พิสูจน์ความยั่งยืน ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนท่ามกลางวิกฤติ ทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง ความไร้เสถียรภาพหรือ Creative Destruction ทุกรูปแบบจนระบบฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์แทบไม่มีเหลือให้เห็น

สองร้อยปีตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก ระบบทุนนิยมมีการเปลี่ยนสภาพครั้งใหญ่หรือมี Transformation เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นหรือการสิ้นสุดของสถาบันที่สำคัญ ลักษณะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตลาด บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนหรือธุรกิจ รัฐกับแรงงาน ระหว่างแรงงานกับทุนหรือนายจ้าง ระหว่างรัฐกับรัฐหรือระหว่างตัวละครผู้เล่นข้างต้นในบริบทของการก่อตัวของเครือข่ายและความเชื่อมโยงระดับโลก หรือกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่เข้มข้น ทวีความสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา

อเมริกาก็คงเหมือนกับหลายๆ ประเทศที่ระบบทุนนิยมมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเรื่อยมาไม่ใช่ปัจจัยเศรษฐกิจล้วนๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อุดมการณ์ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญระหว่างตลาดกับรัฐนั้นสำหรับ Paul Krugman นั้นสำคัญมากสำหรับอเมริกา ในส่วนที่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ซ้าย (Democrat) และขวา (Republican) ซ้ายจัดหรือขวาจัด ซ้ายและขวามีจุดร่วมในเรื่องสำคัญๆ ล้วนทำให้การเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจและความไม่เสมอภาค Paul Krugman โหยหารำพึงรำพันอดีตของสังคมอเมริกาก่อนการปฏิวัติของ Reagan-Thatcher ที่คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีความสุขเมื่อเทียบกับวันนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐ หรือกลุ่มประเทศยุโรปที่มีปัญหา หรือญี่ปุ่นอาจจะดูเปราะบางจากการกระจุกตัวของปัญหาซึ่งมีที่มาหลากหลาย แต่ระบบทุนนิยมแม้จะดูเปราะบาง แต่ในตัวมันเองก็มีความแข็งแกร่งพร้อมที่จะปรับตัว

ในกรณีของอเมริกา ความเจริญเติบโตในระยะยาวที่ดูดีและมีความยั่งยืนทั้งในเรื่องผลผลิตและผลิตภาพหรือ Productivity ไม่แพ้ยุโรปหลังทศวรรษ 80 เป็นต้นมา ไม่แพ้แม้กระทั่งญี่ปุ่นในช่วง 30 ปีหลัง (1980-2010) แต่เป็นความเจริญเติบโตที่ขาดคุณภาพ เปราะบางต่อวิกฤติและเสถียรภาพและจะไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นอเมริกาต้องพร้อมจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่เปราะบางเป็นเพราะว่าอเมริกากินบุญเก่าที่เคยสะสมมา สะสมความมั่งคั่งและบารมี เติบโตด้วยการพึ่งตนเองเป็นส่วนใหญ่ อังกฤษและยุโรปอาจลงทุนให้อเมริกากู้ในโครงการสาธารณูปโภค เช่น รถไฟ แต่โดยรวมไม่เคยมากเหมือนบราซิลหรืออาร์เจนตินาในเรื่องของการพึ่งพา ข้อมูลของ Thomas Piketty (หนังสือชื่อ Capital in the 21st Century) ชี้ให้เห็นว่าก่อนทศวรรษ 1980 มาตลอดโดยรวมอเมริกาเป็นประเทศเจ้าหนี้ สินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิของอเมริกาไม่เคยสูงกว่าร้อยละ 10 ถึง 20 โดยรวมกว่าร้อยละ 90 ของการสะสมทุนของอเมริกามาจากความเป็นเจ้าของของคนอเมริกัน

แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ความเป็นผู้นำโลกหรือ Hegemon ของอเมริกาและความเจริญเติบโตมีลักษณะพิเศษและพิสดาร เป็นการก่อตัวและเกิดขึ้นพร้อมกับการก่อหนี้ของอเมริกาเพื่อการบริโภคของคนอเมริกันมากกว่าการลงทุนในโครงสร้างที่มีลักษณะให้อภิสิทธิ์อย่างฟุ่มเฟือยแก่คนอเมริกัน เพราะรัฐบาลอเมริกันสามารถผลิตเงินดอลลาร์ที่ชาวโลกใช้และยังยินดีถือไว้เพื่อการลงทุน ระบบและกลไกเช่นนี้จำเป็นที่อเมริกาจะต้องมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพื่อให้โลกมีเงินดอลลาร์หมุนเวียนและไว้ถือครอง ในแง่หนึ่งการที่ระบบนี้ดำรงอยู่ได้ยาวนานเสมือนไม่มีทางเลือกอื่น เหมือนจะชี้ว่าอเมริกามีกึ๋นมากทีเดียวทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็บอกว่าระบบทุนนิยมโลกเป็นระบบที่ไม่มีความสมดุล

แม้อเมริกาจะเป็นผู้นำการปฏิวัติทางด้านสารสนเทศ แต่การลงทุนจำนวนมากทำให้เกิดฟองสบู่ มีผลต่อความไร้เสถียรภาพและเศรษฐกิจที่ถดถอย ผลิตภาพรวมอาจสูงขึ้นแต่การจ้างงานไม่สูงมากเท่าที่ควร มีข้อมูลที่ชี้ว่า 20 ปีที่ผ่านมา 3-5 ล้านคนของการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมในอเมริกาได้หายไป Apple ของ Steve Jobs มีกำไรมหาศาลจากความคิดและการออกแบบหรือผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่ Apple สร้างงานในอเมริกาได้เพียงประมาณหกหมื่นคนแต่สินค้าไปประกอบนอกประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งสร้างงานได้มากกว่าในอเมริกาหลายเท่า หรือ Microsoft ของ Bill Gate จ้างงานในอเมริกาได้เพียงเก้าหมื่นคนในปี ค.ศ. 2012 ทั้งหกบริษัทคือ Apple, Microsoft, Facebook, Cisco, Google และ Amazon สร้างงานในอเมริกาได้เพียง 2.9 แสนคน ภาคการเงินได้ประโยชน์จากการปฏิวัติของอุตสาหกรรมสารสนเทศมีการขยายตัวมากและบริษัทมีกำไร แต่ภาคอุตสาหกรรมการจ้างงานหายไปหลายล้านคนจากผลกระทบของกระบวนการโลกาภิวัตน์และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงจากประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจากในเอเชียตะวันออก

เราต้องไม่ลืมว่าผลิตภาพของคนงานแต่ละคนในภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าภาคบริการหรือภาคการเงิน และภาคการเงินเป็นภาคที่อเมริกามีความได้เปรียบ จริงอยู่ที่ญี่ปุ่นและยุโรปล้วนพบกับการลดลงของภาคอุตสาหกรรมในโครงสร้างของผลผลิต แต่ในกรณีของเยอรมนีและยุโรปนั้นมันไม่ได้ลดลงมากเท่ากับของอเมริกา มูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนของมูลค่าเพิ่มรวมตั้งแต่ปี 1980 ของอเมริกาลดลงจากร้อยละ 20 เศษๆ เหลือเพียงประมาณร้อยละ 12 ในปัจจุบันค่าจ้างที่แท้จริงถูกกดไม่ให้เพิ่มขึ้นแต่บริษัทมีกำไรดีช่วงที่อเมริกามีรัฐบาลที่ปกครองโดยพรรค Republican ตั้งแต่ Reagan ถึง Bush ทั้งพ่อและลูก ซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกาลดบทบาทของรัฐที่ควรต้องทำ แต่รัฐกลับไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ตลาดเสรีและการผ่อนคลายข้อกำหนดมีบทบาทมากขึ้นการกำกับควบคุมที่จำเป็นและควรมีถูกละเลย เป็นช่วงที่ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง บทบาทของรัฐในการลงทุนในการวิจัยขั้นพื้นฐานการลงทุนในสาธารณูปโภคลดลงและไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่าที่ควร สวัสดิการสำหรับพลเมืองอเมริกันโดยเฉพาะด้านสุขภาพและสาธารณสุขสำหรับประเทศที่ร่ำรวยมีน้อยกว่าประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ มากใน 30 ปีที่ผ่านมา

การกระจุกตัวในรายได้และทรัพย์สินของอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายเหมือนยุค Robber Baron ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงก่อนสมัย New Deal ของประธานาธิบดีโรสเวลส์