ข่าวบอกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดที่จะปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ในโรงเรียนมัธยม เช่น
1.แยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาเฉพาะทั้ง 2 วิชา เรียน 1 คาบ ต่อ 1 สัปดาห์
2.ปรับปรุงเนื้อหาและจุดเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทยให้มากขึ้น จัดทำคู่มือการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมที่เน้นความรักความสามัคคี และความสมานฉันท์ของคนในชาติ และอาจออกเป็นแนวปฏิบัติ หรือประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ให้โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่ง
3.โรงเรียนนานาชาติที่ไม่เคยสอนวิชาประวัติศาสตร์ ก็ต้องสอนประวัติศาสตร์ด้วย
อีกทั้งยังเน้นว่าวิชา “หน้าที่พลเมือง” ให้เน้นเรื่องสิทธิหน้าที่ การเคารพสิทธิของผู้อื่น ความมีวินัย ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน
ผมเป็นคนรุ่นที่เรียนวิชา “หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม” ตอนอยู่ชั้นประถม แต่ต่อมาวิชานี้ถูกยกเลิกไป เข้าใจว่าเปลี่ยนไปเป็นวิชา “สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต” ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่อง “หน้าที่” แต่ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับ “สิทธิ” ของเด็กมากกว่า
แต่หากถามว่าการสอนวิชา “หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม” จะทำให้คุณภาพของเด็กไทยรุ่นนี้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หรือจะทำให้ “รักชาติ” และ “สามัคคี” มากขึ้นหรือไม่ คำตอบของผมก็คือว่ารับรองไม่ได้ว่าผลจะออกมาเช่นนั้น
เพราะว่า สิ่งแวดล้อมของสังคมเปลี่ยนไป ค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองก็เปลี่ยนไป และตัวอย่างจริงๆ ในสังคมก็ไปคนละทางกับตำราที่สอนในห้องเรียน
หากว่า จะเอาวิชา “หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม” กลับมาในห้องเรียน ก็ต้องให้แน่ใจว่าเนื้อหาและวิธีเขียนตำราต้องสอดคล้องกับความเป็นไปในสังคมวันนี้ มิฉะนั้นจะกลายเป็น “ความเชย” และ “ความน่าเบื่อหน่าย” เหมือนวิธีการสอนและตำราเรียน “ภาษาไทย” และ “ไวยากรณ์ไทย” ที่คนรุ่นผมและต่อๆ มา มีประสบการณ์ที่เป็นไปในทางลบ พานทำให้เกลียดภาษาไปด้วย อย่างน่าเสียดายยิ่ง
หากว่า สิ่งที่สอนในวิชา “หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม” ในห้องเรียนกับปรากฏการณ์จริงๆ ในสังคมไทยขัดแย้งกันอย่างชัดเจน เช่น ใน ตำราบอกว่าคอร์รัปชันเป็นสิ่งชั่วร้าย ทุกคนต้องต่อต้าน แต่ออกนอกโรงเรียนกลับเห็นคนขับรถราคาแพง มีสิทธิเหนือคนเดินข้ามถนน หรือกลับถึงบ้านกลับได้ยินพ่อแม่ผู้ปกครองยกย่องคนมีเงินแต่ไร้ศีลธรรม
หากว่า เป็นเช่นนี้ การเอาวิชา “หน้าที่พลเมือง” กลับมาในห้องเรียน ก็คงไม่ได้มีความหมายที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเยาวชนไทยได้แต่อย่างใด
ดังนั้น การจะสร้างความรักความสามัคคีและเคารพความซื่อสัตย์ต่อต้านฉ้อราษฎร์บังหลวง จะต้องเป็นการ “ปฏิรูประบบการศึกษา” ในทุกๆ ด้าน พร้อมๆ กัน โดยดึงเอาผู้คนทุกภาคส่วนมาระดมความคิดความอ่าน เพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง
อีกทั้งการเรียนการสอน จะต้องเน้นถึงค่านิยม “ประชาธิปไตย” ที่เคียงคู่ไปกับการ “เคารพในความเห็นของคนอื่น” และต่อต้านการโกงกินทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และเริ่มต้นที่โครงสร้างของสังคมในชีวิตประจำวันอีกด้วย
“สิทธิ” กับ “หน้าที่” ต้องไปด้วยกัน
“ความรักชาติ” กับ “ความเป็นธรรม” และ “ความเสมอภาค” ต้องเคียงคู่กัน
และ “ความสามัคคี” กับ “ความเคารพในความเห็นต่าง” ก็ต้องเป็นส่วนสำคัญของการ “ปฏิรูปประเทศไทย” เช่นกัน
ทั้ง ในห้องเรียน นอกห้องเรียน และ ชีวิตจริงของเด็กไทย...ทุกคน






