วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช. : คืนความสุขให้ชีวิต

ดิฉันต้องขอโหนกระแส “คสช.” ของท่าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยขอนำเสนอวิธีคืนความสุขให้กับชีวิตเครียดๆ ของหลายคนนะคะ

ก่อนอื่นดิฉันขอย้ำว่าความเครียดไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่ถ้าเราไม่สามารถบริหารความเครียดแล้วนั้น เราก็จะไม่สามารถคืนความสุขให้กับชีวิตได้

Global Organization for Stress รายงานว่าประมาณ 1 คนในทุก 75 คนเคยเครียดจนกลายเป็นโรคตื่นตระหนก (panic disorder) มากไปกว่านั้น American Psychological Association รายงานว่า 75% ของคนอเมริกันรู้สึกว่ามีความเครียดระดับปานกลางถึงระดับสูงในเดือนที่ผ่านมาและ 50% ยอมรับว่าระดับความเครียดสูงขึ้นจากปีก่อนเสียอีก ในขณะที่ 91% ของคนออสเตรเลียรู้สึกได้ถึงความเครียดถึงขนาดว่าได้มีการประมาณว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานของประเทศออสเตรเลียต้องลางานโดยเฉลี่ย 3.2 วันต่อปีสืบเนื่องจากความเครียดเป็นสาเหตุ (Lifeline Australia) ซึ่งเมื่อคำนวณความสูญเสียเป็นตัวเงินก็มีมูลค่าสูงถึง 14.2 พันล้านดอลลาร์ (Medibank) ในขณะที่สหราชอาณาจักรก็พบว่าคนทำงานจำนวน 442,000 คนในปี 2007/08 รู้สึกได้ถึงความเครียดจากงานในระดับที่สูงมากจนทำให้เขาเจ็บไข้ได้ป่วยเลยทีเดียว (Labour Force Survey) จากสถิติเหล่านี้เราจะเห็นได้ว่าความเครียดไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ยังนำพาซึ่งความเสียหายสู่องค์กรและสังคมอย่างมากอีกด้วย

เราคงไม่ต้องเสียเวลามาแจกแจงสาเหตุที่ก่อปัญหาความเครียด ณ ที่นี้ แต่เรามาลองดูกันว่าเราจะทำอย่างไรที่จะคืนความสุขให้ชีวิตกันดีกว่านะคะ วิธีแรกที่คุณอาจคิดไม่ถึงคือ การเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นที่โต๊ะทำงานหรือที่บ้าน การทำความสะอาดเป็นงานที่ง่ายที่สุดที่เราจะรู้สึกดีเมื่อทำเสร็จ เหมือนเราได้จัดโลกใบใหม่ของเราให้สะอาด สมองโล่งโปร่งใส อะไรที่เคยทำแล้วไม่สำเร็จ ตอนนี้โต๊ะเราโล่งแล้ว เราจะได้รู้สึกว่าเรามาเริ่มต้นกันใหม่ มีคนเคยบอกว่าโต๊ะทำงานของผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะสะอาดมากเพราะไม่มีงานค้างเหลือดองไว้บนโต๊ะกันเลยทีเดียว

อีกวิธีที่ดิฉันทำเสมอสมัยเรียนปริญญาเอกคือ การทำอาหาร ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นอาหารแบบไหนเลยค่ะ จำได้ว่าตอน ดิฉันเครียดเมื่อไรได้เข้าครัวทำคุกกี้แจกเพื่อนๆ จนเพื่อนๆ รอบตัวบ่นว่าเริ่มอ้วนขึ้นกันเป็นแถว (ระดับความเครียดสามารถวัดได้จากความถี่ในการทำขนมแจกเพื่อนๆ นะคะ) จริงๆ เรื่องการทำอาหารเนี่ยช่วยให้เรารู้สึกหายเครียดได้เพราะจะทำให้เรารู้สึกว่าเราก็ทำอะไรให้สำเร็จได้ แป๊บเดียวจากแป้ง น้ำตาล เนย ก็การเป็นคุกกี้หน้าตาสวยงาม (ทานได้ หรือทานไม่ได้ก็ไม่มีเพื่อนคนไหนกล้าบ่นนะคะ) จริงๆ แล้ว หลายๆ ท่านอาจไม่ชอบการทำอาหาร แต่อาจหางานอดิเรกที่ใช้เวลาสั้นๆ ในการทำให้สำเร็จเพื่อจะได้เอาใจที่เครียดอยู่ออกไปจากสถานการณ์นั้นแล้วมาโฟกัสกับงานอดิเรกที่สามารถทำให้สำเร็จโดยเร็วได้ เราจะได้รับความรู้สึกถึงความสำเร็จเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเราก็ทำอะไรให้สำเร็จได้

อีกวิธีที่ใช้ได้ผลกับทุกคนที่เคยมาปรึกษาดิฉันคือ การออกกำลังกาย เราสามารถเลือกตามความถนัดได้เลยค่ะ ขอให้ได้ออกแรงได้มีเหงื่อ เชื่อเถอะค่ะได้ผล เพราะนอกจากจะทำให้คลายความเครียดและนอนหลับสนิทแล้ว ยังทำให้สุขภาพดีด้วยนะคะ ทำบ่อยๆ เข้าคุณก็จะติดการออกกำลังกาย ขาดการออกกำลังกายเมื่อไรเป็นหงุดหงิดกันได้เลยค่ะ สำหรับดิฉันเวลาเครียดจะวิ่ง เพราะได้รู้สึกเหมือน วิ่งหนีปัญหา หนีไปก่อนแล้วพอหายเครียดค่อยกลับมารับมือกันอีกทีนะคะ บางคนโกรธเจ้านายก็จะไปเข้าคอร์ส body combat ต่อยไปเตะไปคิดถึงหน้าเจ้านายไป อันนี้ก็อาจเป็นหนทางการระบายความเครียดได้อย่างไม่ไปทำร้ายใครเช่นกันนะคะ

อีกวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ ยิ้มสู้ หลายๆ ท่านชอบถามว่าเห็นดิฉันยิ้มตลอด ไม่เครียดบ้างหรือไง จริงๆ แล้วดิฉันเป็นคนเครียดง่าย ไม่ใช่ว่าเพราะเรา "เป๊ะ" แต่ "ไม่ปล่อย" มากกว่า เพราะฉะนั้นความเครียดกับพวกเราถือเป็นเพื่อนสนิทกันเลยก็ว่าได้ เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าเครียด สิ่งแรกที่ดิฉันบอกตัวเองให้ทำคือ ยิ้ม เพราะเชื่อว่า Smile and the world will smile back at you คือถ้าคุณยิ้ม โลกก็จะยิ้มกลับให้คุณ จริงๆ แล้วทั้งการยิ้มและการออกกำลังกายนั้นได้ถูกยืนยันโดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ากิจกรรมเหล่านี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขอย่างเช่นฮอร์โมนเอนโดฟิน (endorphin) ออกมาอีกด้วยนะคะ

และวิธี คสช. ที่มีประสิทธิภาพที่สุดของดิฉันคือ กำลังใจจากคนรอบข้าง แต่ก่อนที่คุณจะสามารถได้กำลังใจจากคนรอบข้าง คุณก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่คนรอบข้างทุกคนจะสามารถทราบได้ว่าเรากำลังเครียดอยู่ เพราะฉะนั้นการสื่อสารให้เขาทราบถึงความเครียดเป็นเรื่องสำคัญ อย่าคิดว่าเขาต้องดูออกว่าเราเครียดและคิดไปเองว่าไม่มีใครสนใจเรา ไม่มีใครให้กำลังใจเรา ส่วนตัวดิฉันโชคดีเพราะถือสิทธิของความเป็นลูกคนเล็กขี้อ้อน มีอะไรก็ไปกอดพี่สาวบ้าง คุณพ่อบ้าง คุณแม่บ้าง อย่าได้ดูถูกอานุภาพของการกอดนะคะ การถูกกอดหรือการได้รับรู้ถึงความรักจะทำให้ฮอร์โมนที่เรียกว่าออกซิโตซิน (oxytocin) หลั่งออกมาในร่างกายและมีผลทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดลดลง ความดันเลือดลดลง อารมณ์ดีขึ้น (National Institute of Health News, Feb 2007)

สำหรับหลายๆ คนที่เขินไม่ชอบการกอด การพูดคุยก็ช่วยได้นะคะ ดิฉันจำได้เลยค่ะว่าเคยมีวิกฤติในชีวิต เมื่อระบายให้สามีฟัง สามีซึ่งเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว พูดสั้นๆ แค่ว่า "ภรรยาคนเดียว พี่เลี้ยงได้" เท่านั้นเป็นอันจบ น้ำตาที่ไหลพรากกลายเป็นรอยยิ้ม ที่จริงต้องเรียนว่าไม่ได้ดีใจเลยที่จะมีคนเลี้ยงดูเพราะถูกสอนมาตลอดว่าเราต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่การที่เราได้รับรู้ถึงความรักและกำลังใจว่าเราจะดูแลและอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าวิกฤตินั้นจะหนักอย่างไรก็ตาม ทำให้เราเข้มแข็ง มีกำลังใจสู้ต่อไป แล้วเราก็อย่าลืมนะคะว่าวันหนึ่งเมื่อเขาต้องการกำลังใจ เราก็ควรไปยืนเคียงข้างเขาเหล่านั้นเช่นกันนะคะ

ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่ากลยุทธ์ต่างๆ ที่เอามาแบ่งปันนี้จะสามารถคืนความสุขกลับมาสู่ชีวิตของท่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็อย่าลืมนะคะว่าปัญหาบางอย่างในชีวิตก็เหนือความควบคุมของเราจริงๆ ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่าท่านได้พยายามแก้ไขดีที่สุดแล้วก็ต้องปลงและปล่อยวางบ้างนะคะ ดังกับคำกล่าวของท่าน ว วชิรเมธีที่ว่า "เมื่อสุดมือสอย ก็ปล่อยมันไป" อย่างไรดิฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน คืนความสุขให้ชีวิต กันนะคะ