วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ค่อยๆคิด ค่อยๆเดิน

คนในแวดวงอุตสาหกรรมก็คงรู้สึกโล่งอกไปเปราะหนึ่ง หลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบีโอไอ ชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว

โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.นั่งตำแหน่งประธานบอร์ด

บีโอไอตกอยู่ในภาวะทำอะไรไม่ได้มาพักใหญ่ หลังเกิดสุญญากาศทางการเมือง เมื่อรัฐบาลชุดที่แล้วประกาศยุบสภา ทำให้มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนตกค้างอยู่ประมาณ 700 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอยู่ในระดับประมาณ 7.6 แสนล้านบาท

การมีบอร์ดใหม่ก็จะทำให้การขับเคลื่อนในภาคอุตสาหกรรม ภาคการลงทุนเดินหน้าได้ต่อไป โดยทางเลขาธิการบีโอไอ ก็ออกมาบอกว่าการพิจารณาอนุมัติโครงการค้างท่อเหล่านี้น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือน

โครงการหลักๆ ที่ค้างอยู่ หากคิดตามมูลค่าแล้ว นำมาโดยอุตสาหกรรมยานยนต์ บริการขนส่ง โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี เป็นต้น

อุตสาหกรรมยานยนต์ที่มูลค่าสูงสุดนั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจาก โครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ที่มีค่ายรถยื่นขอรับการส่งเสริม 10 ราย ซึ่งเงื่อนไขคร่าวๆ ของโครงการนี้ก็คือ ถ้าเป็นรายใหม่ที่ไม่ได้ลงทุนในเฟสแรกมาก่อน จะต้องมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 6,500 ล้านบาท ส่วนรายที่ทำเฟส 1 อยู่แล้ว ก็ลงทุน 5,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์อีกจำนวนมาก ทั้งที่ลงทุนเพิ่มเติม รายที่เข้ามาใหม่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น

ช่วงนี้คนในวงการยานยนต์เอง ก็กำลังตั้งหน้าตั้งตารอการอนุมัติ เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีมูลค่าสูง มีรายละเอียดมาก และต้องทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการวางแผนงาน เตรียมการค่อนข้างนาน

แต่การยื่นขอตั้งแต่สิ้นมี.ค. ถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการอนุมัติ ค่ายรถก็มองว่าเป็นเวลาที่นานเช่นกัน ดังนั้นหากเร่งรีบดำเนินการได้อย่างรวดเร็วจากนี้ไป ก็จะเป็นเรื่องดี

คนในวงการบางคนกระซิบเบาๆ แค่พอได้ยินว่า แม้ว่าเมืองไทยจะเป็นประเทศที่น่าสนใจ มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน แต่ถ้าหากว่าปล่อยให้แผนการลงทุนยืดเยื้อออกไป ในมุมมองต่างชาติอาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องของการเสียเวลา แต่คิดมากกว่านั้น คิดไปไกลถึงความไม่มั่นคง ความไม่แน่นอนในนโยบาย จนท้ายที่สุดแม้จะรักมาก แต่ก็ทนรอไม่ไหวเช่นกัน

ไม่ใช่ว่าจะหมายความถึงเฉพาะรถยนต์เท่านั้น แต่คงรวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เพียงแต่ที่ผ่านมาได้คุยกับค่ายรถมาเท่านั้น

แต่เมื่อกลับมามองอีกด้าน ผมชอบการที่ประธานบอร์ดคนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้แนวทางไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การพิจารณาใช่ว่าจะอนุมัติกันทีเดียว 7 แสนล้านบาท แต่เห็นว่าควรจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเสริมเข้าไป โดยมีหลักการง่ายๆ “ใครทำดีก็ได้ก่อน”

อะไรคือความดี ก็เช่น ประหยัดพลังงาน เอาใจใส่สิ่งแวดล้อม หรือสร้างอาชีพให้คนไทย เป็นต้น

ที่ชื่นชมตรงนี้เพราะที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้เห็นแนวคิดนี้คิดออกมาดังๆ เท่าไร ที่ผ่านมาเรามุ่งไปที่เรื่องของการลงทุน มุ่งไปที่การขยายตัวของอุตสาหกรรมเป็นหลัก หลายๆ โครงการ เราทำตัวเหมือนสาวบนคานทอง แค่ใครมาเคาะโคนเสาก็พร้อมจะร่วงหล่นลงมาทันที

ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็พยายามใช้จุดอ่อนนี้มาจัดการกับเรา เช่น การปล่อยข่าวว่าศึกษาประเทศคู่ขนานในการลงทุน และประเทศนั้นประเทศนี้ให้อะไรมากกว่าไทยบ้าง ซึ่งเฉพาะในวงการยานยนต์ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และชื่อที่ได้ยินบ่อยก็คือ อินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนี้เองเขาก็คิดโครงการที่มีหลักการใกล้เคียงกันออกมา ในชื่อ "โกลบอล กรีน คาร์" ซึ่งก็มีข่าวว่าผู้ที่ยื่นขออีโค คาร์ 2 บางรายก็สนใจอยู่เช่นกัน

แต่ถ้าเราคิดว่ามีดีเพียงพอ ก็คงไม่จำเป็นต้องแต่งชุดเจ้าสาวรอ ทั้งที่ยังไม่ใครมาสู่ขอสักคน