วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรองดองที่แท้จริง ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม

ในขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้จัดกิจกรรมคืนความสุขให้แก่คนไทยทั่วประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกฟรีทุกนัด การจัดกิจกรรมชมภาพยนตร์เรื่อง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร" พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 15 มิถุนายน รวมถึงกิจกรรมสร้างความปรองดองระหว่างคู่ขัดแย้งในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ซึ่งก็ดูเหมือนว่าความขัดแย้งที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ หมดไปภายในเวลาอันรวดเร็ว และสังคมเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสมานฉันท์

ภาพที่ปรากฏให้เห็นถึงความปรองดอง และสมานฉันท์ของความขัดแย้ง และการจัดกิจกรรมดังกล่าวของ คสช. ยังมีคำถามว่าจะสามารถทำให้เกิดความปรองดองในระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งหลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าความขัดแย้งรุนแรงที่มีมายาวนานกว่า 10 ปี ไม่อาจจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดกิจกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ระดับรากฐาน ซึ่งเป็นประเด็นก่อนหน้านี้ จะดำเนินการอย่างไร

แม้ว่า ขณะนี้ คสช. ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อสร้างความปรองดองระดับชาติ โดยมีการวางโครงสร้างการทำงาน ตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงส่วนกลาง ซึ่งมีการวางรูปแบบการเปิดรับฟังความคิดเห็น และแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย เพื่อนำมาเสนอเป็นแนวทางการปฏิรูป โดย คสช. ก็พยายามเร่งกระบวนการทำงานในส่วนนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมการเมือง เพื่อลดความขัดแย้งในระยะยาว

แม้ว่าขณะนี้แผนการสร้างความปรองดองในระดับชาติ ยังไม่ปรากฏชัด ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าวว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่ง คสช. ต้องตระหนักว่ารากฐานความขัดแย้งที่แท้จริง มีหลากหลายประเด็นและเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา เช่น ประเด็นความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือเรื่องความรู้สึกสองมาตรฐานที่ยังดำรงอยู่ ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

คสช. ต้องตระหนักว่าการสร้างความปรองดองให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่อาจเป็นการวางแผนจากส่วนกลางลงไปและให้มีการปฏิบัติตาม เพราะว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ขยายวงกว้างลงลึกในระดับหมู่บ้านหรืออำเภอ ดังนั้น กระบวนการสร้างความปรองดองจึงต้องอาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มความขัดแย้งต่างๆ อย่างจริงจัง เพราะหากว่าตัดคู่ขัดแย้งออกจากกระบวนการสร้างความปรองดองแล้ว ก็อาจทำให้ปัญหากลับมาใหม่ได้

เราสนับสนุนการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในทุกกระบวนการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราอยากเห็นยิ่งกว่า คือ กระบวนการมีส่วนร่วมของคู่ขัดแย้ง และเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง เพราะว่าคู่ขัดแย้งจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถึงวิธีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ เนื่องจากในการเข้ามามีส่วนร่วมจะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น และคู่ขัดแย้งทั้งหมดก็จะสามารถดำรงอยู่ในสังคมต่อไปได้ แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด