คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังได้รับข้อเสนอจากทุกฝ่ายของสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญสำหรับประเทศ
ทำให้เกิดคำถามว่า การที่มีผู้คนเรียกร้องให้มีการ “ยกเครื่อง” เกือบจะทุกแวดวงของสังคมนั้น สะท้อนสิ่งที่เราเรียกว่า “ประชาธิปไตย” ที่ผ่านมานั้น มิอาจจะตอบสนองความต้องการ “ปฏิรูป” ของประเทศ กระนั้นหรือ?
แต่หากว่า สังคมไทยต้องรอให้มี “อัศวินม้าขาว” หรือ “ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ” มาจัดการบ้านเมือง ก็คงจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าความไร้ประสิทธิภาพของระบอบเดิม
เพราะว่า สัจธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ การให้อำนาจใครคนหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งบริหารบ้านเมืองนั้น เป็นการสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่การบริหารแบบเผด็จการ และไม่ฟังเสียงคัดค้านหรือความเห็นตรงกันข้าม ลงท้ายบ้านเมืองก็เจอวิกฤติเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นวิกฤติอีกแบบหนึ่ง ก็ตาม
ผมจึงเชื่อว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของสังคมไทย คือ การสร้าง “มาตรฐานของมืออาชีพ” ในทุกสาขาวิชาชีพ และทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันให้เกิด “มืออาชีพ” ในทุกด้าน เพราะว่า มืออาชีพเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เราบรรลุเป้าหมายของสังคมร่วมกัน
ที่ผ่านมา ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการขาด “มืออาชีพ” ที่เชี่ยวชาญในด้านของตน และแม้จะอ้างว่ามีอาชีพนั้นๆ แต่ก็ขาดมาตรฐานที่ตรวจสอบและวัดผลอย่างตรงไปตรงมา
เขาเรียกการทดสอบอย่างเข้มสำหรับทุกสาขาวิชาชีพ ว่า Stress Test
นั่นหมายถึง การที่ทุกคนทุกอาชีพจะต้องมีการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึงขีดท้าทายเต็มๆ และหากผ่านการทดสอบอย่างนั้นได้ ก็แปลว่า เข้าสู่ “มาตรฐานของมืออาชีพ”
วิกฤติที่เกิดกับประเทศที่ผ่านมา เป็นเพราะว่า คนในแวดวงต่างๆ ไม่มีความเป็น “มืออาชีพ” หรือ professional เพียงพอ ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น
ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง ข้าราชการ เอกชน ตลอดไปถึงสาขาวิชาชีพทุกๆ ด้าน ล้วนแล้วแต่ไม่มีการยกระดับของตนให้เข้าสู่ความเป็นมืออาชีพ ซึ่งแปลว่า จะต้องมีผลงานที่ได้มาตรฐาน มีจริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับของสังคม สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ความเป็น “มืออาชีพ” นั้น ไม่จำกัดเฉพาะแต่ “อาชีพเอกชน” ที่ต้องวัดด้วย Key Performance Index (KPI) หรือ “ดัชนีชี้วัดผลงาน” ที่เป็นที่ยอมรับทางสากลเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงนักการเมืองและข้าราชการ
และแน่นอนว่า ทหารก็ต้องเป็น “มืออาชีพ” ที่ต้องสามารถวัดด้วยผลงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา บางคนบอกว่า “มีอาชีพเป็นนักการเมือง” แต่มีพฤติกรรมที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่เคยสนใจการแสวงหาหนทางแก้ปัญหา หรือ ออกกฎหมาย หรือ ยกระดับการทำงานของตน ให้เป็นที่พอใจของประชาชนให้สูงขึ้น
ข้าราชการ ก็วัดด้วยความสามารถจะเอาใจนักการเมือง ไม่เคยสนใจว่าประชาชนผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเจ้านายตัวจริงนั้น คาดหวังว่าพวกเขาต้องเป็น “มืออาชีพ” ที่ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เอกชนอยู่ได้ด้วยการเป็น “มืออาชีพ” เพราะว่า การแข่งขันในภาคธุรกิจดุเดือดรุนแรง ใครไม่ได้มาตรฐานอยู่ไม่รอด แต่ในแวดวงราชการและการเมือง ไม่มีไม้วัดเช่นนั้น ความอยู่รอดหรือไม่รอดของพวกเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรฐานวิชาชีพ แต่อยู่ที่การเอาอกเอาใจผู้มีอำนาจ หรือ ยึดภาษิตที่ว่า “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” เท่านั้น ไม่สนใจว่าประชาชนให้คะแนนความประพฤติและผลงานอย่างไร
คสช. จึงต้องแสดงความเป็น “มืออาชีพ” ด้วยการกำหนดความเร่งด่วนของปัญหาบ้านเมือง ระดมมืออาชีพในทุกๆ ด้าน มาฟื้นประเทศ และวางกรอบเวลาเริ่มต้นและจบสิ้นของ “ภารกิจ” ให้ชัดเจน ไม่ยึดถือว่าตนจะสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดของประเทศได้ เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็น เพื่อให้มี “วาระแห่งชาติ” ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับและพร้อมจะทุ่มเทพลังเพื่อผลักดันให้ชาติบ้านเมืองไปข้างหน้าอย่างจริงจัง
และแน่นอนว่า มืออาชีพต้องพร้อมจะถูกทดสอบ Stress Test และก้าวถอยออกไปในจังหวะที่เหมาะเจาะ ก่อนจะถูกมายาแห่งอำนาจเกาะกินจนเสียคน อย่างที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองมาแล้ว...ครั้งแล้วครั้งเล่า






