ประเด็นฮอตฮิตในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของกระแสปฏิรูปพลังงาน ซึ่งมีหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องคิดตรงกันถึงทางออกการบรรเทาปัญหาราคาน้ำมัน
คือข้อเสนอให้ยกเลิก “กองทุนน้ำมัน” ซึ่งในส่วนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนต้องขอแจงว่ามิได้ติดใจอะไรกับข้อเสนอนี้ แต่อยากจะขอใช้พื้นที่นี้ชี้ให้เห็นว่า เรื่องกองทุนน้ำมันนั้น หัวใจอยู่ที่ “วินัยการบริหาร” ต่างหาก ที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อระบบพลังงานของประเทศ
การบริหารกองทุนน้ำมันในปัจจุบันที่ใช้เป็นกลไกหลัก คือ 1) การอุดหนุนระหว่างกลุ่ม (Cross Subsidy) คือ การที่กำหนดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน (ทั้ง ULG, E10-95, E10-91) สูงกว่าน้ำมันกลุ่มอื่นๆ ซึ่งได้แก่ กลุ่มน้ำมันที่ผสมพลังงานทดแทนในสัดส่วนสูง (E20 และ E85) ดีเซล และ ก๊าซ LPG (โดยเฉพาะครัวเรือนและขนส่ง) ด้วยสาเหตุที่ว่า การอุดหนุนข้ามกลุ่มนั้นเป็นการนำรายได้ที่เก็บมาจากสินค้ากลุ่มหนึ่ง มาชดเชยให้กับสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งเช่น การอุดหนุนราคา ก๊าซ LPG-ครัวเรือนและขนส่งที่ทั้งโครงสร้างราคาค้าส่งและค้าปลีกก็ยังบิดเบือนอยู่มากอยู่แล้ว
2) การตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร โดยในยามที่ราคาในตลาดโลกลดลง ก็จะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น ถึงจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย ซึ่งทั้งสองกลไกมีข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับวินัยการบริหารนั่นแหละครับ
ผมเห็นว่าในระบบบริหารพลังงานของไทย ถึงเวลาแล้วที่ไม่ควรต้องมีการอุดหนุนข้ามกลุ่มประเภทน้ำมันเพราะการอุดหนุนแบบนี้จะนำมาซึ่งโครงสร้างการใช้ที่บิดเบือน ทำให้ราคาน้ำมันบางประเภทอาจจะ “ถูกเกินจริง” (เช่น ก๊าซ LPG ภาคขนส่งและครัวเรือน) ซึ่งหากมีการอุดหนุนข้ามกลุ่มนานเกินไปการใช้น้ำมันประเภทนั้นก็จะฟุ่มเฟือยและไม่มีประสิทธิภาพ ดั่งเห็นได้ชัดเจนจากการใช้ก๊าซ LPG-ภาคขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีทั้งรถเก่า รถใหม่ รถตู้ผู้บริหาร ปิคอัพ แม้กระทั่งรถหรู ก็หันมาติดแก๊ส LPG กันเกร่อ
ส่วนภารกิจการ “ประคองราคา” หรือ ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก็เช่นกัน การที่ภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้าแทรกแซงตรึงราคานานเกินไป ทำให้การส่งสัญญาณราคา (Price Signal) ของสินค้านี้หายไป เป็นการทำลาย กลไกตลาด ทางอ้อม ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่ควรจะเป็น ทุกบริษัทน้ำมันที่มีสินค้าประเภทนี้ก็จะไม่มีการแข่งขันด้านราคา ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะหันไปให้ความสำคัญกับบริการเสริมแทน เช่น รูปลักษณ์หน้าตาของสถานีบริการ และสินค้าประเภท Non-oil Products ในสถานีบริการแทน บรรยากาศแบบนี้มักทำทำให้บริษัทใหญ่ได้เปรียบกว่าทันที
แม้ว่าหลายท่านอาจจะแย้งผมว่า กลไกการ “ตรึงราคา” อาจจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในระยะสั้นก็ดี หรือช่วยเป็นกลไกยืดหยุ่นรองรับภาวะวิกฤติราคาน้ำมันก็ดี ควรจะเป็นภารกิจของกองทุนน้ำมันไม่ใช่เหรอ?? ... ถูกต้องครับ เป็นภารกิจก็จริงแต่หากขาดวินัยการบริหารที่ดี ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันอุดหนุนข้ามกลุ่ม หรือใช้เพื่อตรึงราคานานเกินไป หรือใช้ไปในแนวทางประชานิยมสุดๆ แล้ว เสมือนจะเป็นการใช้กลไกกองทุนน้ำมันผิดวัตถุประสงค์
...ถ้าอย่างนั้น ยกเลิกก็ได้ครับ......
โดยหากยกเลิกเงินกองทุนน้ำมันทันที ผลก็คือ ราคาเบนซินธรรมดา 95 น่าจะลดทันที 10 บาท/ลิตร ราคาอี 10 จะลดลงตามกองทุนที่เก็บ แต่อี 20 จะเพิ่มขึ้น 1.05 บาท อี 85 จะเพิ่มขึ้น 11.60 บาท/ลิตร ราคาก๊าซ LPG ทุกภาคส่วนจะมีราคาเดียวกัน คือ 26.1 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่เฉลี่ยระหว่างราคาโรงแยกก๊าซฯ โรงกลั่นฯ และการนำเข้าก๊าซ LPG ในราคา 919 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ราคาเฉลี่ย 26.1 บาท/กก. หมายถึงราคาครัวเรือนและขนส่งจะขยับขึ้นจากที่ขณะนี้อยู่ที่ 22.63 บาท/กก. และ 21.38 บาท/กก.ตามลำดับ ส่วนภาคอุตสาหกรรม ราคาจะลดลงจากที่อยู่ที่ 30.13 บาท/กก.
ที่สำคัญ ยังมีอีกประเด็นของกองทุนน้ำมัน ที่อยากฝากให้เป็นโจทย์การบ้านเพื่อให้ช่วยกันพิจารณา ให้ดีว่า วัตถุประสงค์หนึ่งของกองทุนน้ำมันนั้น ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนเชื้อเพลิงสะอาดและพลังงานหมุนเวียนด้วย หากราคาเบนซินและแก๊สโซฮอลลดลงตามนี้ อุตสาหกรรมเอทานอลจะต้องม้วนเสื่อและทยอยกันเจ๊งหมดแน่ๆ ซึ่งต้องเพิ่มภาษีสรรพสามิตหรือกองทุนอนุรักษ์พลังงานเข้าไปแทน ดังนั้น ราคาเบนซินก็จะไม่ลดลง 10 บาทอย่างที่คาดหวังกันไว้ แต่แม้จะใช้ภาษีและกองทุนอนุรักษ์มาช่วย ก็ไม่สามารถทำให้ E85 ราคาต่ำพอเพราะกองทุนอนุรักษ์ชดเชยไม่ได้ ดังนั้นคิดง่ายๆ ก็คือ การยกเลิกกองทุนน้ำมันก็เท่ากับคือจุดจบของ E85 ไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ทางออกที่กลุ่ม ฯ ได้นำเสนอแล้วก็คือ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือในการให้สวัสดิการสังคมแก่ประชาชน ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการอุดหนุนราคาน้ำมันแก่ประชาชนบางกลุ่ม (Targeted Subsidy) ตามนโยบายรัฐบาล ควรอุดหนุนเท่าที่จำเป็นเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ให้กระทบต่อกลไกตลาด และเสนอว่าควรใช้งบประมาณแผ่นดินมากกว่าการใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน โดยกำหนดกรอบการใช้งบประมาณที่ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และรักษาวินัยทางการคลัง หรือให้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย (ใหม่) กำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพื่อการอุดหนุนและสวัสดิการสังคม (Pro Poor Law) โดยวิธีดังกล่าว ก็ยังอาจจะยังสามารถคงสถานะกองทุนน้ำมันไว้ได้ แต่การใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน จะต้องถูกจำกัดเพียงเพื่อใช้ในการรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงสั้นเท่าที่จำเป็นจริงๆ
แต่หากต้องยกเลิกกองทุนน้ำมันจริงๆ ผมคงได้แต่บ่นว่า “เสียดาย” ที่กลไกดีๆ ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ในอดีต...ที่ท่านปรารถนาดี จัดทำไว้ให้...ต้องมาจบลง เพราะการบริหารที่ขาดวินัยของชนรุ่นหลัง แม้ทางกลุ่ม ฯ เชื่อว่า นโยบายพลังงานที่ยั่งยืนนั้นควรปราศจากการนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อการประชานิยมของพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจ เพื่ออนาคตลูกหลานของเรามีพลังงานใช้ที่มั่นคง มีเสถียรภาพในราคากลที่เป็นธรรมสะท้อนกลไกตลาดที่สามารถมีการปรับราคาพลังงานขึ้นๆ และลงๆ ตามภาวะการแข่งขัน วงการพลังงานไทยก็จะมีการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากวิกฤตพลังงานได้อย่างยั่งยืนต่อไป






