กรณีศาล จ.ชัยภูมิสั่งลงโทษ 2 ข้อหาเจ้าของโรงสีพร้อมพวกที่เป็นชาวนา 9 ราย โทษฐานปลอมแปลงเอกสารทางราชการ
สวมใบประทวนข้าวโดยไม่มีข้าว และนำข้าวในโกดังรัฐออกมาหมุนเวียนสวมสิทธิ และทำข้าวของรัฐหายไป 750 ตัน ร่วมกับโรงสี แต่มีคำพิพากษาสั่งลงโทษชาวนา 9 ราย ให้จำคุก 6 เดือน แต่โทษขังให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนเจ้าของโรงสีดังกล่าว ศาลสั่งลงโทษในข้อหายักยอกทรัพย์ข้าวที่หายไป ให้จำคุก 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งถือเป็นคดีล่าสุดเกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือเป็นรายเล็กเมื่อเทียบกับรายอื่น กล่าวคือ โรงสีนพภร ในเขตพื้นที่ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีข้าวหายไปจากโรงสีขององค์การคลังสินค้า (อคส.) รวม 750 ตัน แยกเป็นข้าวเปลือก 621 ตัน ข้าวสารสีแปรแล้ว 129 ตัน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และในพื้นที่เดียวกันยังแจ้งความดำเนินคดีโกดังใน จ.ชัยภูมิ เนื่องจากมันสำปะหลังหายไปอีกนับหมื่นตัน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท แม้ว่าในกรณีที่ อ.บ้านเขว้าจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญของโครงการอุดหนุนราคาพืชผลเกษตร
สำหรับลักษณะความผิดเรื่องการสวมสิทธิ และข้าวหายไปจากโกดังนั้น ดูเหมือนแทบจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว หากมีการตรวจพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลชุดที่ผ่านมาพยายามหามาตรการป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำ แต่ก็ไม่อาจป้องกันได้ เพราะมีการร่วมมือกันหลายฝ่าย ในกรณีของโรงสีนพภร มีตัวการเพิ่มขึ้นมาคือชาวนา ซึ่งต่างจากหลายกรณีที่มักจะมีเจ้าของโรงสีหรือเจ้าของโกดัง และข้าราชการในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการทุจริตมีความหลากหลายอย่างมาก
การทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมักจะกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ โดยเห็นว่านโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ได้ผิดพลาดหรือเอื้อให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้น แต่หากพิจารณาอย่างแท้จริงแล้ว ความผิดพลาดนั้นมาจากตัวนโยบายเอง ที่มีการเร่งดำเนินการอย่างรีบเร่งและดำเนินการในขอบเขตที่กว้างขวางทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องการระบายข้าวและการใช้จ่ายเงินในโครงการ นั่นแสดงให้เห็นว่านโยบายมีความบอกพร่องอย่างมากในการกำกับดูแลและบริหารโครงการให้เป็นไปอย่างราบรื่น
จากกรณีตัวอย่างเล็กๆ อย่างโรงสีนพภรอาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ทำไมโครงการนี้ประสบปัญหาขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง เพราะนอกจากจะระบายข้าวไม่ได้แล้ว ยังเกิดการรั่วไหลของงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการ ดังนั้นจึงเกิดข้อขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างหน่วยงานปฏิบัติอย่างกระทรวงพาณิชย์กับหน่วยงานตรวจสอบอย่างกระทรวงการคลัง และจึงมีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลาว่าโครงการนี้ชาวนาได้ประโยชน์จริงๆ นั้นมีสัดส่วนแค่ไหนจากงบประมาณมหาศาลที่รัฐบาลทุ่มเทลงไป
โครงการอุดหนุนราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ ของประเทศที่อยู่ภาคเกษตร และขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังจะตัดสินใจนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรว่าจะดำเนินการอย่างไร เราเห็นว่าปัญหาใหญ่ของโครงการเหล่านี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มักจะเกิดการรั่วไหลและเปิดช่องทางให้เกิดการทุจริตเสมอ ในแทบทุกจุดของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นมาตรการดูแลเรื่องนี้จึงมีความสำคัญยิ่งกว่ารูปแบบของการอุดหนุนราคาว่าจะเอาประกันราคาหรือรับจำนำ






