วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The War is over

ในฐานะนักข่าวสายเศรษฐกิจ คำถามที่เกิดขึ้นในหัว หลังทราบข่าวการรัฐประหารคือ จากนี้ไปเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

แต่เมื่อมีโอกาสถามคำถามนี้กับนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง เขาได้ยกตัวอย่างภาพติดผนังในเมืองๆหนึ่งที่ได้ไปเยือน ภาพนั้นมีชื่อว่า The War is over เป็นภาพที่สื่อถึงวิถีชีวิตของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่พากันออกมาจับจ่ายใช้สอย กลับมามีชีวิตปกติสุขภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แน่นอน ชีวิตต้องก้าวต่อไป เมื่อความชัดเจนเกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่รอคอย

แม้จะไม่เคยเห็นความสวยงามของภาพ The War is over ด้วยตาตัวเอง แต่เชื่อว่ามันน่าจะคล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นในประเทศขณะนี้ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวในตลาดเงิน ตลาดทุนนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 เงินบาทหลังจากนั้นไม่ได้รับผลกระทบอย่างที่ควรจะเป็น จนถึงขณะนี้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2557 ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยการเมืองเสียทีเดียว เพราะเป็นการเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับค่าเงินภูมิภาค และล่าสุดวานนี้ (9 มิ.ย.) เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเหตุการณ์รัฐประหารแล้ว

เช่นเดียวกับการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.)ปรับตัวสูงสุดของวันที่ระดับ 1,466.15 จุด นับว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าที่ในช่วงแรกหลังการทำรัฐประหารนักลงทุนต่างชาติจะเทขายสุทธิตามระเบียบการลงทุนที่กองทุนต่าง ๆ ไม่สามารถลงทุนภายใต้เงื่อนไขของการรัฐประหารได้ แต่ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิ.ย. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 307 ล้านบาท

เมื่ออุปสรรคขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ถูกกำจัดออกไปเกือบหมด ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่ดูแลระบบราชการให้เดินหน้าต่อไปได้และโดยเฉพาะการเบิกจ่ายภาครัฐที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งที่ควรเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีการผลักดันเม็ดเงินที่ค้างอยู่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะเงินค้างจ่ายในโครงการจำนำข้าวที่จะหนุนให้การบริโภคฟื้นกลับมาได้ รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่ชะงักงันไปก่อนหน้านี้

โรดแมปเศรษฐกิจที่คสช.จะใช้กระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เป็นความหวังที่จะหยุดการถดถอยของจีดีพีที่นับวันสาระวันเตี้ยจนหลายสำนักต้องปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจเป็นพัลวันในช่วงก่อนหน้านี้ และยังเป็นตัวเร่งให้เกิดความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนตามมา

หากเทียบกันแล้วบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ็บปวดยิ่งกว่าสงครามชนชั้นอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมันจบลงแล้วและญี่ปุ่นได้พลิกผันตัวเอง ให้ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยไม่ได้ปล่อยให้บาดแผลฝังลึกทำร้ายสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ จนไม่เป็นอันทำมาหากินเหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยก่อนหน้านี้

ดิฉันคงไม่อาจหวังสูงว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจดั่งเช่นญี่ปุ่น แต่มันถึงเวลาที่เราต้องทิ้งอดีต แล้วก้าวเดินออกมาตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน และให้เศรษฐกิจพัฒนาไปตามศักยภาพที่ประเทศไทยมีเสียที แต่ที่ยกเรื่อง The War is over ขึ้นมาเขียนครั้งนี้ เพราะเมื่อได้ฟังแล้ว ดิฉันนึกถึงประโยคหนึ่งที่อดีตนักการเมืองท่านหนึ่งเคยพูดว่า “มันจบแล้วครับนาย” แม้จะนานมาแล้ว แต่ก็ยังอยากได้ยินอีกครั้ง และหวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย