การขับเคลื่อนในทิศทางต่างกันของพื้นผิวหินขนาดมหึมาสองแผ่นใต้ทะเล ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิที่ทำลายชีวิตทรัพย์สินทั้งปวงได้ ฉันใด
การขับเคลื่อนในทิศทางต่างกันของสองค่านิยมสำคัญในไทย ก็ก่อให้เกิดคลื่นแห่งความหายนะใหญ่หลวงต่อแผ่นดินไทยได้ ฉันนั้น
ชาวไทยประกอบด้วยชนสองกลุ่มตาม “สองค่านิยม” ดังนี้
กลุ่มแรกนิยม “ครอบครองอำนาจอิทธิพลวัตถุเงินทองเพื่อตัวเอง” ประหนึ่งต้องการอากาศหายใจ โดยดำรงชีวิตอยู่กับ “ลัทธิสัตว์เศรษฐกิจ” ที่มีแต่ก่อปัญหากับความวิบัติทางจิตวิญญาณให้กับตนและผู้อื่น
โดยนิยม :
ลาภยศสรรเสริญ/อวดมั่งอวดมี/ใช้จ่ายโอ้อวดเงินทอง/หรูหราฟุ่มเฟือย/จ่ายเงินเกินรับ/เห็นแก่ตัว/เอาแต่ได้/เอารัดเอาเปรียบ/รับแต่ชอบไม่รับผิด/ไม่รู้คุณคน/บงการคนด้วยบุญคุณ/ใช้สองมาตรฐาน/ใส่หน้ากากหลอกลวง/ใส่ร้ายป้ายสี/ชักใยบงการ/ยกตนข่มท่าน/ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น/เจ้ายศเจ้าอย่าง/เจ้าเล่ห์เพทุบาย/ทรยศหักหลัง/ดื้อดันดื้อด้านดื้อดึงดื้อแพ่ง/โต้แย้งเพื่อโต้แย้ง/เอาชนะบนความหายนะ/ใช้ความรุนแรง/ไม่ไยดีสวัสดิภาพผู้อื่น/อาฆาตพยาบาท/ลอบทำร้ายผู้อื่น/มุ่งหวังเกินเหตุ/พนันขันต่อ/ก้าวร้าวผู้อื่นที่เก่งกว่าตน/ไม่กล้าเผชิญกับความเป็นจริง/ทะเยอทะยาน/นับถือศาสนาด้วยปากกับมือ/พึ่งไสยศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอิทธิพลกับวัตถุเงินทอง รวมทั้งผลพวงที่เป็นความรู้สึกสนุกสนานบันเทิงเปรมปรีดิ์เกษมสันต์หรรษาพาเพลินทางผัสสะ (ยกเว้นความสุขแท้จริง) อันเป็นยอดปรารถนาในวิถีชีวิตตามคติสุขารมณ์
อีกทั้งมีโลกทัศน์ดังนี้ :
มองโลกในแง่ร้าย/ตนสำคัญที่สุด/ความจริงใจไม่สำคัญ/ด้านได้อายอด/กติกามีไว้บิดเบี้ยวละเมิด/วิถีทางไม่สำคัญเท่าเป้าประสงค์/ความสมานฉันท์คือความอ่อนแอ/สนองแค้นด้วยแค้น/วัตถุเงินทองสำคัญที่สุด/ใครมีวัตถุเงินทองอำนาจอิทธิพลมากย่อมมีค่ามาก/เงินทองซื้อคนกับอุปสรรคได้/ไม่โกงไม่รวย/ยิ่งรวยยิ่งมีบารมีอำนาจอิทธิพล/คนจนน่ารังเกียจ/คนรวยต้องเก่งจึงรวย/ชีวิตคนสัตว์วัตถุบริการซื้อขายกันได้หมด/ไม่มีของฟรี/ศีลธรรมงามหรูแต่ไร้ราคา/มโนธรรมคือมโนภาพ/ประวัติศาสตร์ไร้ประโยชน์/ชะตาชีวิตถูกลิขิตมาแต่เกิดและเปลี่ยนไม่ได้ ฯลฯ กลุ่มนี้เปรียบได้กับ “บัวใต้น้ำ”
ขอเรียกกลุ่มแรกที่ยึดวัตถุเงินทองอำนาจเป็นยอดปรารถนาเพื่อตัวเอง ว่า “กลุ่มวัตถุเงินทองอำนาจนิยม (กลุ่มวอน.)” กลุ่มนี้คือ “เหล้าเก่า”
ส่วนกลุ่มหลังนิยม “แผ่เมตตาจิตให้ตนและผู้อื่นอย่างปราศจากเงื่อนไข” ด้วยการ “เป็นผู้มีจิตตื่นรู้” โดยดำรงชีวิตอยู่กับ “ลัทธิสัตว์ประเสริฐ” ที่มีแต่แก้ปัญหากับสร้างความวิวัฒน์ทางจิตวิญญาณให้กับตนและผู้อื่น
โดยนิยม :
\รักสันโดษ/ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง/บริหารเงินทองด้วยสติปัญญา/มัชฌิมาปฏิปทา/ศีลธรรมคุณธรรมมนุษยธรรม/ตอบสนองคุณธรรม/เห็นแก่ส่วนรวม/รับทั้งผิดและชอบ/ให้อย่างปราศจากเงื่อนไข/ใช้มาตรฐานเดียว/ ความซื่อสัตย์/ถ่อมตน/เจียมเนื้อเจียมตัว/นับถือในศักดิ์กับสิทธิ์ของผู้อื่น/สามัคคีธรรม/แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี/อยู่กับปัจจุบันกาลเป็นเกณฑ์/ความเป็นกัลยาณมิตร/หวังผลอย่างสมจริง/พรหมวิหารสี่/เผชิญกับความเป็นจริง/นับถือศาสนาด้วยจิตวิญญาณ/พึ่งตนเอง/ปฏิเสธไสยศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำรงชีพอย่างมีความหมายและผลพวงของความสุขอิ่มเอิบใจแท้จริง อันเป็นยอดปรารถนาในวิถีชีวิตตามคติจิตตภาวนา
อีกทั้งมีโลกทัศน์ดังนี้ :
มองโลกด้วยจิตศรัทธาต่อส่วนดีงาม/ทุกคนอยู่ภายใต้กฎแห่งจิตเดียวกัน/กัลยาณมิตรคือมิตรแท้/กติกามีไว้ปฏิบัติ/วิถีทางจักต้องชอบด้วยศีลธรรมจริยธรรมกฎหมาย/สนองความแค้นด้วยสัจธรรม/วัตถุเงินทองอำนาจอิทธิพลไม่สำคัญที่สุด/คุณค่าของคนอยู่ที่ทำบุญสร้างกุศลตามอัตภาพไร้อัตตา/ไม่โกงก็รวยได้/ระบบทาสหมดสมัยแล้ว/ให้อย่างไร้เงื่อนไขคือให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด/ศีลธรรมมโนธรรมคือเครื่องค้ำจุนโลก/ยึดติดวัตถุเงินทองอำนาจอิทธิพลย่อมทำลายตัวเอง/ตนคือผู้ลิขิตชะตาชีวิตตน ฯลฯ กลุ่มนี้เปรียบได้กับ “บัวเหนือน้ำ”
ขอเรียก “กลุ่มหลังที่หมั่นฝึกฝนจิตตนให้เป็นจิตตื่นรู้” ว่า “กลุ่มจิตนิยม (กลุ่มจน.)” กลุ่มนี้คือ “เหล้าใหม่”
พฤติกรรมดังกล่าวในแต่ละกลุ่ม คือภาพวาดแสดงโครงร่างของหน้าตาเรือนร่างของกลุ่ม ผู้ใดที่คิดพูดทำตามแบบฉบับของกลุ่มหนึ่งใด (เช่น กลุ่มวอน.) อย่าง “สม่ำเสมอกว่าและบ่อยกว่า” ตามแบบฉบับของกลุ่มอื่น (เช่น กลุ่มจน.) ผู้นั้นย่อมมีโครงร่างของหน้าตาเรือนร่างหรือ “ค่านิยม” ที่ “โน้มเอียง” ไปทางกลุ่มหนึ่งใดนั้น (กลุ่มวอน.) มากกว่าอีกกลุ่ม (กลุ่มจน.) ดังคำพังเพยที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”
ภาพวาดดังกล่าวเปรียบได้กับกระจกเงาสำหรับส่องดูตัวเองหากประสงค์ที่จะทำ มิใช่ส่องดูผู้อื่น เพราะตนย่อมรู้จักตัวเองได้ครบถ้วนดีกว่ารู้จักผู้อื่น เมื่อมองเห็นภาพวาดของตัวเองแล้ว ก็จะเข้าใจรูปแบบชีวิตของตนได้ดีขึ้นว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร
ในภาพรวม กลุ่มวอน.(เหล้าเก่า) มุ่งมั่นใฝ่หาสิ่งนอกกายที่ตนโปรดปราน โดยจะเป็นทุกข์มากหากไม่สมหวัง ส่วนกลุ่มจน.(เหล้าใหม่) ไม่มุ่งมั่นรุนแรงเท่ากลุ่มวอน. แต่มุ่งหมายดำรงชีพในทางสายกลาง คือ ทำตนเสมือนเครื่องดนตรีที่ได้รับการปรับเสียงสูงต่ำได้พอดี บรรเลงเพลงได้ตามที่แต่งไว้ อีกทั้งไม่ยึดติดแม้กระทั่งนิพพาน
โดยที่ทั้งสองกลุ่มมีรสนิยมต่างกันแบบฟ้ากับดิน ผู้คนในกลุ่มเดียวกัน มักคบหาสมาคมใกล้ชิดกันด้วยจิตอาสาเชิงอรูปนัยได้อย่างราบรื่นและยาวนาน ในทำนอง “กาอยู่ส่วนกา หงส์อยู่ส่วนหงส์”
ในชีวิตประจำวัน กลุ่มวอน. โดยเฉพาะนักการเมือง ซึ่งโกงกินชาติด้วยชีวิตจิตใจ มักมี “ความวิตกกังวลอยู่ในใจลึกๆ” ว่า สิ่งนอกกายทั้งหลายที่ตนใฝ่หาสุดชีวิตอย่างผิดศีลธรรม จริยธรรม ตลอดจนกฎหมายบ้านเมือง จนมีล้นฟ้าท้ามหาสมุทร นั้น อาจหลุดลอยไปจากมือ ไม่ช้าก็เร็ว และมี "ความรู้สึก ซึมเศร้า" ที่ตนไม่สามารถนำสิ่งนอกกายเหล่านี้ติดตัวไปด้วยเมื่อถึงวาระที่ต้องจากโลกนี้ไป ทั้งนี้ ก่อให้เกิดภาวะทางจิตที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นได้
เห็นได้ว่า ชีวิตของกลุ่มวอน. (เหล้าเก่า) ไม่มีอะไรที่น่าอิจฉาริษยาเลย
“รูปร่างหน้าตาทั้งหมด” ของแต่ละกลุ่มได้แก่อะไร?
“พลังชีวิต” คืออะไร? สำคัญอย่างไร? มี/ไม่มีในกลุ่มใด?
โปรดติดตามตอนต่อไป









