คนไทยจำนวนมากพูดถึงการรวมเป็นตลาดเศรษฐกิจAEC ในปี 2015 แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยลืมไปว่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบมีมานับร้อยปีแล้ว
เห็นตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการค้าชายแดน
ในปี 2554 การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านคือ พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย มียอดเม็ดเงินจากการค้าๆ ขายๆ สูงถึง 890,000 ล้านกว่าบาท โดยไทยได้ดุลการค้าถึง 260,000 ล้านกว่าบาท หลังจากนั้นสองปีในปี 2556 การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านยอดเพิ่มเป็น 920,000 ล้านกว่าบาท และ ใน 3 เดือนแรกของปี 2557 นี้ ยอดการค้าชายแดนพุ่งสูงถึง 240,000 ล้านกว่าบาท ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนติดกันเดินทางไปมาค้าขายสะดวก ยอดการค้าชายแดนจึงคิดเป็นเกือบจะร้อยละ 70 ของยอดการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของเราทั้งหมด
ในขณะที่ยุโรปก็ดี สหรัฐฯก็ดี ตะวันออกกลางก็ดีบ้างก็ยังมีเศรษฐกิจย่ำแย่หรือเพิ่งฟื้นตัว รัฐบาลไทยควรส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านกันอย่างจริงๆ จังๆ ให้เป็นรูปธรรมเสียทีเพราะคนที่ทำการค้าๆ ขายๆ ชายแดนนั้นร้อยละเก้าสิบเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
มาตรการแรกที่ภาครัฐควรนำมาใช้นำร่องที่เห็นเป็นรูปธรรมก็เริ่มจากการปรับปรุงเรื่องระบบการขนส่งและการศุลกากร ยกตัวอย่างเช่น โครงการถนนสาย R3 ที่เชื่อมจากคุนหมินในประเทศจีน ลงมายังลาวถึงเมืองห้วยทรายเพื่อข้ามมาฝั่งไทย โดยเส้นทางสาย R3A และลงไปยังเมียนมาร์ด้วยเส้นทางสาย R3B เข้าไทยตรงท่าขี้เหล็กและแม่สาย ทั้งนี้ เส้นทางนี้ในฝั่งไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในอำเภอแม่สาย ขาดสถานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่
ในขณะที่การค้าชายแดนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการการสนับสนุนมาตรการการลงทุนจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี รวมทั้งการให้กู้ในดอกเบี้ยต่ำ
พูดถึงศุลกากรตามด่านชายแดน ตอนนี้คนค้าๆ ขายๆ ชายแดนเขารู้ดีว่าทำเช่นใดเขาถึงจะได้รับความสะดวก ไม่ถูกกักสินค้าบ้างละ ถูกโยกโย้ตรวจค้นจนสินค้าจะเสียหายบ้าง สังคายนาคนกันซะทีคงดีไหม ในระบบศุลกากรไทยการยกระดับด่านชายแดนบางแห่งให้เป็นด่านถาวรเพื่อประโยชน์ทั้งความมั่นคงและการค้าที่เป็นทางการ แทนที่จะคงไว้เป็นด่านชั่วคราวแล้วปล่อยให้มีการลักลอบขนสินค้าอย่างทุกวันนี้
มาตรการต่อมาคือการมีกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและควรประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นตามชายแดนในจุดสำคัญๆ ที่มียอดการค้าขายสูงก่อนแห่งอื่น กฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศประกาศใช้แล้วแม้แต่เมียนมาร์ก็มีกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประกาศใช้แล้วตั้งแต่ต้นปีนี้ และหลังจากนั้นรัฐบาลเมียนมาร์จึงมีประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นแห่งๆ ไป ปัจจุบันเมียนมาร์ได้ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษไปแล้วสามแห่งคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษเจ๊าผิว เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา โดยรัฐบาลเมียนมาร์กำลังจะประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นอีกสองแห่งใกล้ชายแดนจีนและไทย
หลักการสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษคือเสมือนกับการปกครองตนเองทางเศรษฐกิจกล่าวคือ มีคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษมาดูแลกำกับทั้งพื้นที่ มีการยกเว้นภาษีบางประเภท มีการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในบางเรื่องที่กฎหมายทั่วไปไม่อนุญาตในพื้นที่นอกเขต การขอใบอนุญาตต่างๆ ในจุดเดียว การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น หากคนที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็ลองนึกถึงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนบ้านเราที่นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ได้รับประโยชน์มักจะเป็นนักลงทุนต่างชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะประโยชน์ในด้านภาษีและอื่นๆ เพราะมุ่งเน้นในประเภทธุรกิจที่จะลงทุนและจำนวนเงินลงทุนที่สูง แต่หลักเกณฑ์ของกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นต่างออกไป เพราะไม่ได้มุ่งเน้นที่ประเภทธุรกิจที่จะลงทุนและเงินลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทยจะสามารถแข่งกับต่างชาติได้ ฝ่ายเศรษฐกิจของคณะคสช.ควรสานต่อเรื่องนี้เพราะจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการค้าชายแดน
มาตรการต่อไปที่สำคัญคือการมีหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบด้านการค้าชายแดน แต่แทนที่จะตั้งเป็นระดับกรมที่เข้าสู่ระบบราชการ ผมกลับเห็นว่าควรตั้งเป็นรูปสำนักงานพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกและกำกับการค้าชายแดนโดยมีคณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลทั้งประเทศรวมทั้งการกำหนดประกาศพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นแห่งๆ คณะกรรมการระดับรองลงมาก็ควรมีคณะกรรมการในพื้นที่เฉพาะโดยมีคณะกรรมการในแต่ละพื้นที่มีคนจากภาคเอกชน เช่น หอการค้าจังหวัด หรือสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือจากธนาคารพาณิชย์ในพื้นที่ ร่วมเป็นคณะกรรมการชุดเล็กของพื้นที่ เพื่อกำหนดนโยบายการค้าชายแดนให้เกิดขึ้นอย่างเสรีภายใต้กรอบความมั่งคงของประเทศ
หากย้อนกลับไปไล่เรียงการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านแต่ละประเทศในปี 2556 จะเห็นว่าการค้าชายแดนประเทศมาเลเซียมียอดเงินค้าขายสูงถึง 500,000 ล้านบาท ตามด้วยเมียนมาร์เกือบ 200,000 ล้านบาท ลาวจำนวนประมาณ 130,000 ล้านบาทและกัมพูชาราว 90,000 ล้านบาท และยอดรวมการค้าชายแดนใน 3 เดือนแรกของปี 2557 มียอดสูงถึง 240,000 กว่าล้านบาท ดังนั้น การที่กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่ายอดการค้าชายแดนในปีนี้จะพุ่งสูงเกือบ 950,000 ล้านบาทและในสองปีข้างหน้าจะพุ่งสูงขึ้นถึงจำนวนเม็ดเงินล้านล้านบาทนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย การค้าๆ ขายๆ ชายแดนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและควรจะต้องทำให้เกิดอย่างจริงจังอย่างเป็นรูปธรรมเสียทีในยุค คสช. นี้






