สัปดาห์นี้ ได้เห็นความพยายามจากหลายภาคส่วนในการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอีในประเทศไทย
ผมจึงขอนำเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีจากธนาคารกลางอังกฤษที่กำลังใช้กันอยู่ ที่เรียกกันว่า Funding for Lending Scheme (FLS) ให้ลองพิจารณากันในบทความนี้
ในขณะนี้ ความช่วยเหลือด้านการเงินให้กับเอสเอ็มอีของไทยที่ดำเนินการอยู่ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก เริ่มจากรูปแบบที่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ที่กู้จากธนาคารพาณิชย์ให้กับเอสเอ็มอีไทยที่มีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ โดยที่ตัวเอสเอ็มอีต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับหน่วยงานภาครัฐตามจำนวนเงินที่ให้หน่วยงานดังกล่าวค้ำประกัน ส่วนรูปแบบที่สอง อยู่ในรูปแบบที่ธนาคารพาณิชย์ผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้ในส่วนเงินต้น 6 เดือน หรือการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อในบางส่วนให้กับเอสเอ็มอี ต้องบอกว่ามาตรการความช่วยเหลือของแบงก์ชาติอังกฤษออกมานี้มีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากของไทย ดังนี้
กลไกการทำงานของแผนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีตามมาตรการ FLS สามารถอธิบายโดยย่อดังรูปที่ 1 เริ่มจากสถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอี แล้วทางการให้ความช่วยเหลือด้วยการเพิ่มคุณภาพของหลักประกันที่ได้จากการปล่อยกู้ของเอสเอ็มอีนั้น ด้วยการเปลี่ยนหลักประกันที่ได้จากเอสเอ็มอีมาเป็นพันธบัตรรัฐบาลซึ่งมีสภาพคล่องสูงและได้รับการยอมรับว่าปราศจากความเสี่ยงกับธนาคารอังกฤษ อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอีในอังกฤษก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับทางการด้วย
ด้านธนาคารกลางอังกฤษ หลังจากได้รับค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์แล้ว ก็จะนำไปให้กับสำนักบริหารหนี้ของรัฐบาลเพื่อรับพันธบัตรรัฐบาลมาเป็นหลักประกันให้กับธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ตารางที่ 1 แสดงต้นทุนค่าใช้จ่ายของธนาคารพาณิชย์แห่งหลักๆ ในอังกฤษที่ให้ความช่วยเหลือต่อเอสเอ็มอีด้วยมาตรการต่างๆ ปรากฏว่ามาตรการ FLS มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด โดยวิธีการออกหุ้นกู้แบบไม่มีการค้ำประกันเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีมีค่าใช้จ่ายร้อยละ 3.45 ส่วนวิธีการออก Covered Bonds หรือตราสารหนี้ที่ค้ำประกันโดยกระแสเงินสดของพันธบัตรหรือสินเชื่อภาครัฐมีค่าใช้จ่ายร้อยละ 2.70 ส่วนตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อบ้านค้ำประกัน มีค่าใช้จ่ายร้อยละ 2.75
นอกจากนี้ ทางการอังกฤษยังกำหนดให้ค่าธรรมเนียมที่แบงก์พาณิชย์ต้องจ่ายให้กับแบงก์ชาติอังกฤษ อยู่ในระดับที่มากน้อยผันแปรตามปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยในปีปัจจุบันว่ามากหรือน้อยกว่าแผนสินเชื่อที่ตั้งไว้ โดยหากสินเชื่อที่ปล่อยจริงมีปริมาณสูงกว่าแผนก็จะคิดค่าธรรมเนียมเพียงร้อยละ 0.25 หากน้อยกว่าแผนที่ตั้งไว้ ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมถึงร้อยละ 1.25 ดังรูปที่ 2
นอกจากมาตรการ FLS จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้แล้ว ยังเป็นเสมือนนโยบายการเงินที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทาง ดังรูปที่ 3 ในลักษณะที่คู่ขนานไปกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE
ในขณะที่ QE กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการซื้อพันธบัตรระยะปานกลางและระยะยาวเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวลดลง เพื่อให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในตลาดการเงินและตลาดทุนอยู่ในระดับที่สูงขึ้น มาตรการ FLS มีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายหรืออัตราดอกเบี้ยในการกู้ของเอสเอ็มอี โดยยิงตรงผ่านไปที่ภาคสถาบันการเงิน ดังนั้นผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือเอสเอ็มอีที่ต้องพึ่งพาธนาคารพาณิชย์เป็นแหล่งเงิน
หากจะประเมินความสำเร็จ เมื่อพิจารณาข้อมูลการปล่อยกู้รายบริษัทตามรายอุตสาหกรรมต่างๆ จะพบว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการ FLS ได้เพิ่มการปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีในไตรมาสแรกของปี 2014 ซึ่งจากโครงการดังกล่าว สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวสามารถที่จะปล่อยกู้ภายใต้โครงการนี้ 5 ปอนด์สำหรับเงินกู้ที่ปล่อยให้กับเอสเอ็มอีทุกๆ 1 ปอนด์ ซึ่งหากทำได้ตามแผน จะสามารถเพิ่มปริมาณการปล่อยกู้ได้ 2 พันล้านปอนด์สำหรับสถาบันการเงินทั้งหมด 12 แห่งที่เข้าร่วม
โดยสรุป มาตรการ FLS ถือเป็นอีกมาตรการที่น่าจะเป็นตัวช่วยให้กับเอสเอ็มอีของไทยในขณะนี้ได้ครับ
หมายเหตุ : สนใจติดตามการวิเคราะห์ผลการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ






