ธรรมชาติของคนเรา หากมีใครสักคนประกาศตัวว่า วันนี้เราจะเริ่มต้นปฏิวัติตัวเองโดยการทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน หรือจะแก้ไขสิ่งที่เคยทำมาตลอดชีวิต
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะมีคนจำนวนหนึ่งออกมาพูดสบประมาท ปรามาสว่า เราไม่มีทางทำได้ พร้อมกับหาเหตุผลสารพัดที่จะมาพูดบั่นทอนกำลังใจของเรา โดยไม่สนใจว่า เจตนารมณ์ที่จะทำสิ่งใหม่นั้น ว่าจะเป็นผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอย่างไร
ฉันใดก็ฉันนั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คงไม่ต่างกัน ความจริงมันเกิดขึ้นตั้งแต่มีคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ที่ไปประกาศจุดยืนว่าจะปฏิรูปประเทศแล้ว มีคนจำนวนหนึ่งแทนที่จะสนับสนุน กลับสบประมาทในทำนองที่ว่า “ทำไมไม่ปฏิรูปตนเองก่อน มันก็โกงกันทุกพรรคนั่นแหละ ของที่เคยทำกันมาเป็นร้อยๆ ปี ไม่มีทางแก้ไขได้หรอก” ผมรู้สึกประหลาดใจที่คนเหล่านั้นรู้ทั้งรู้ว่าระบบการเมืองของไทยมีข้อบกพร่อง แทนที่จะลุกขึ้นมาช่วยกันคิดช่วยกันเขียน สร้างกติกาใหม่ที่จะช่วยล้อมคอก ไม่เปิดช่องให้มีการโกง ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหน แต่พวกเรากันเองกลับชี้หน้าคนที่ตั้งใจจะแก้ไขสิ่งผิดว่า เอ็งนั่นแหละตัวดี ผมคิดว่าคนไทยเราคงจะดูนิยายทีวีเยอะไป หรือไม่ก็ดูการอภิปรายในสภามากไป จึงติดนิสัยว่า ถ้าข้าเลว เอ็งก็เลวพอกัน โดยไม่ดูเนื้อหาของการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเลย
พลันที่คสช.ก้าวเข้ามา พร้อมประกาศว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ได้มีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่คาดหวังให้คสช.ช่วยแก้ปัญหาการปรองดอง การทุจริตคอร์รัปชัน และการปฏิรูปในด้านต่างๆ ซึ่งผมเชื่อว่าคสช.คงมีแผน มีโรดแมพที่จะทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอนไว้แล้ว แต่ผมใคร่ขอฝากเรื่องที่อยากให้ท่านแก้ไข ที่ผมเชื่อว่าหากคสช.ทำเรื่องเหล่านี้ได้ จะได้หัวใจ ได้คะแนนเสียงจากคนไทยทุกสี ลบคำปรามาส คำสบประมาทว่าคสช.เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หรือเข้ามาทำเพื่อพวกพ้องที่เป็นชนชั้นสูงหรือกลุ่มนายทุน
เรื่องที่จะแนะนำต่อไปนี้ มีการพูดกันมาหลายทศวรรษแล้ว ทั้งๆ ที่รู้กันว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่กล้าลงมือทำ เหตุผลคือ มันขัดผลประโยชน์ของนักการเมืองที่เป็นผู้ออกกฎหมาย แต่เวลานี้ ถ้าคสช.ยึดผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ต้องกล้าตัดสินใจ แก้ไขเรื่องต่อไปนี้
1. ภาษีมรดก หนึ่งในวิธีลดความเหลื่อมล้ำในสังคมคือ การเก็บภาษีมรดก เพื่อให้ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน แต่เราก็ไม่ปฏิเสธหลักคิดที่ว่า พ่อแม่ของใครที่ทุ่มเทสร้างหลักทรัพย์ให้ลูกหลานเอาไว้ เขาก็ควรได้ครอบครองทรัพย์สินส่วนนั้น แต่ควรหักส่วนหนึ่งให้สังคมเพื่ออุ้มชูคนที่ด้อยกว่า
การทำเช่นนี้ช่วยทำให้ลูกเศรษฐีต้องตื่นตัวในการทำมาหากิน แทนที่จะนั่งเสวยสุขบนกองเงินกองทอง ทำให้เขาได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ประโยชน์ก็จะตกกับสังคมและประเทศชาติในที่สุด
ในประเทศอเมริกา มรดกที่มีมูลค่าเกินกว่า 5 ล้านดอลลาร์ (175 ล้านบาท) จะต้องเสียภาษีตั้งแต่ 18% ไปถึง 40% ผมคิดว่าในเมืองไทย มรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ควรจะเสียภาษีสัก 25% เช่น ถ้า นาย ก. ทิ้งมรดกไว้ 500 ล้านบาท ทายาทต้องเสียภาษี 100 ล้านบาท ยังเหลือมรดกให้ลูกหลานอีกตั้ง 400 ล้านบาท พอที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวหรือใช้ชีวิตได้สบายๆ แต่พวกเราลองนึกภาพว่า ถ้ามีเจ้าสัวคนหนึ่งเกิดจากไปโดยทิ้งมรดกไว้ 1 แสนล้านบาท รัฐจะมีรายได้จากภาษีมรดกเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาท สามารถไปทำอะไรให้สังคมได้มากมาย
2. ภาษีที่ดินรกร้าง ในประเทศไทยมีที่ดินรกร้างมากมายทั้งในตัวเมืองและตามป่าเขา ขาดการพัฒนา ทำให้การใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่มีคนอีกมากมายไม่มีที่ทำกิน หากรัฐประกาศให้มีการจัดเก็บภาษีจากที่ดินรกร้าง จะทำให้เจ้าของที่ดินต้องหาวิธีใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี หรือไม่ก็ต้องหาทางขายมันออกไป ทำให้ที่ดินถูกโอนไปให้คนที่ต้องการใช้ประโยชน์จริงๆ ส่วนใครที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการปลูกกล้วย ปลูกมะละกอ ผมว่ามันยังดีกว่าปล่อยให้รกร้าง อย่างน้อยก็ให้ผลผลิต และสร้างงานในท้องถิ่น
อัตราภาษีที่ผมคิดว่าเหมาะสม ควรจะเริ่มที่ 0.1% ของราคาประเมิน มันอาจไม่มาก เพราะเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ที่ดินควรมีราคาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1% แต่มันสร้างภาระให้เจ้าของที่ดินได้ เช่น ที่ดินมูลค่า 10 ล้านบาท ต้องเสียภาษีปีละ 10,000 บาท (อาจยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินที่มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย)
ลองคิดดู ถ้าจัดเก็บจากที่ดินรกร้างทั่วประเทศ รัฐจะมีรายได้เพิ่มอีกปีละกี่หมื่นกี่แสนล้านบาท หากเป็นที่ดินของชาวไร่ชาวนา เขาก็ต้องหาทางใช้มัน แต่หากเป็นที่ดินของเศรษฐีที่ซื้อทิ้งๆ ไว้ ก็สมควรที่เขาจะช่วยบริจาคให้สังคม โดยภาษีที่ดินนี้ แยกต่างหากจากภาษีบำรุงท้องที่ ที่มักจะเก็บกันน้อยนิด เช่น ไร่ละ 100 บาท เป็นต้น
3. สินบนนำจับผู้ซื้อเสียงเลือกตั้ง มีความพยายามกันมาหลายสิบปีที่จะสกัดกั้นการซื้อเสียง แต่ก็ไม่บรรลุผล พวกนักการเมืองมีวิธีหลบเลี่ยงได้มาตลอด จึงขอเสนอให้ใช้วิธีตั้งรางวัลนำจับสำหรับการชี้ช่องจนนำไปสู่การพิสูจน์ได้ว่านักการเมืองคนใดซื้อเสียง ผู้ที่ชี้ช่องจะได้เงินคนละ 100,000 บาท โดยมีรางวัลสำหรับ 5 คนแรกที่แจ้งแบะแส (ต่อนักการเมือง 1 คน) จ่ายเงินเมื่อคดีถึงที่สุด และให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกร้องค่าเสียหายจากนักการเมืองที่ซื้อเสียง (ในเวลาเดียวกันต้องกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้มีเจตนากลั่นแกล้งนักการเมืองที่บริสุทธิ์ด้วย)
ผมเชื่อว่าเงิน 5 แสนบาทต่อนักการเมือง สำหรับการชำระวงจรอุบาทว์นี้คุ้มค่า ต่อไปจะไม่มีใครกล้าซื้อเสียง ทำให้เราได้คนดีที่มีคุณภาพจริงๆ ในระยะยาว ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มหาศาล หากกกต.สงสัยว่าจะเอาเงินจากที่ไหนมาสำรองจ่ายให้ผู้ชี้ช่องก่อน ก็ขอเฉลยว่า ของบจากรัฐบาลในส่วนที่เก็บมาจากภาษีมรดกและภาษีที่ดินรกร้างนั่นไง เชื่อว่านโยบายนี้คงไม่มีใครขัดข้องเพราะไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือเอื้อประโยชน์ให้ใครเลย ทุกพรรคสามารถตรวจสอบกันและกันได้เท่าเทียมกัน
4. ยึดทรัพย์นักการเมืองโกง ส.ส. ส.ว. และข้าราชการ พอได้ยินคำว่ายึดทรัพย์ ก็อกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน ขอให้เรากล้าลงมือสักที เพื่อให้ระบบการเมืองไทย ได้ขาวสะอาดอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง เดิมที สองประเทศนี้ ก็เคยเต็มไปด้วยการทุจริต คอร์รัปชัน แต่เมื่อผู้นำประเทศประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ภายในเวลาเพียง 20 ปี ได้กลับกลายเป็นดินแดนที่ได้รับคำชมในเรื่องความโปร่งใสระดับโลก
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีกรณีตัวอย่างที่ศาลปกครองตัดสินให้ทายาทของนักการเมืองบางคน ต้องชดใช้เงินที่ทำให้รัฐเสียหาย หากในอนาคตมีคดีตัวอย่างทำนองนี้ออกมามากๆ นักการเมืองและข้าราชการจะทุจริตกันน้อยลง เพราะการโกงกินวันนี้ จะมีคดีติดตัวไปถึงลูกถึงหลาน โกงไป ใจก็ไม่เป็นสุข เมื่อการทุจริตน้อยลง (ดูเกณฑ์วัดจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน) เราก็ค่อยๆ เพิ่มเงินเดือนของข้าราชการให้ใกล้เคียงกับเอกชน เพื่อดึงบุคลากรคุณภาพให้อยู่กับเรา
สี่เรื่องที่ผมเสนอมา ผมมีความมั่นใจว่า หากทางคสช.กล้าตัดสินใจผลักดันเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้ ท่านจะได้รับคำสรรเสริญจากประชาชนทุกสี ทุกฝ่าย เพราะสิ่งที่ท่านทำ มันเป็นสิ่งยืนยันได้ดีที่สุดว่า ท่านไม่ได้เป็นนอมินีของนายทุนหรือชนชั้นสูงที่ไหน หากแต่เป็นการตัดสินใจบนผลประโยชน์ของชาติล้วนๆ
ลอร์ด แอคตัน เคยกล่าวไว้ว่า “อำนาจมีแนวโน้มที่จะทุจริต อำนาจเบ็ดเสร็จทุจริตสมบูรณ์แบบ” แต่หากท่านมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วกล้าใช้มันเพื่อผลประโยชน์ของชาติแบบที่ไม่มีใครกล้ามาก่อน ครั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ท่านก็ก้าวลงเวทีแบบไม่ยึดติดเมื่อนั้นแหละ ประชาชนก็พร้อมจะจดจำท่าน ในฐานะเอกบุรุษและชื่อของท่านจะประทับอยู่กลางใจของพวกเราตลอดไป






