วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทหารกับกลุ่มต้าน รปห. อนาล็อก ปะทะ ดิจิตอล

จั่วหัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องทีวี แต่เป็นเรื่องการเมืองครับ ตอนนี้ฝ่ายตำรวจทหารกับฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร กำลังช่วงชิงพื้นที่สื่ออย่างคึกคัก

และยืนยันว่าฝ่ายตัวเองเป็น "ฝ่ายชนะ" ในเกมเอาเถิดเจ้าล่อ

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งกำลังไปทุกที่เพื่อสกัดกั้นการชุมนุมของกลุ่มต้านรัฐประหารในลักษณะ "คุณไปไหน ผมไปด้วย" ถึงขนาดปิดถนน บล็อกพื้นที่กันแบบแน่นสนิท ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ใช้กำลังถึง 32 กองร้อย

ขณะที่ฝ่ายต้านรัฐประหารใช้โซเชียลมีเดียนัดชุมนุม "ชูสามนิ้ว" ต่อต้าน โดยเปลี่ยนสถานที่หนีการปิดล้อม กระทั่งไปจบที่ห้างเทอร์มินอล 21 ย่านอโศก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตามไปห้ามปรามจับกุม และยืนยันว่าภารกิจประสบความสำเร็จ เพราะทำให้ม็อบ "ฝ่อ" หรือ "กร่อย" ดังที่สื่อบางฉบับนำเสนอ ขณะที่ฝ่ายต้านรัฐประหารก็มองว่า การที่ภาพเจ้าหน้าที่ใช้ฮัมวี่ติดปืนกลขับเข้าไปที่แยกอโศกเพื่อกดดันผู้ชุมนุมเพียงกระหยิบมือที่เพียงแค่ชูนิ้วมือ 3 นิ้ว ทำให้ฝ่ายภาพฝ่ายตำรวจ ทหารเสียรังวัดไปพอสมควร

ผู้รู้ท่านหนึ่ง เป็นทหารนี่แหละ สรุปให้ฟังสั้นๆ ง่ายๆ ว่า เหมือนเป็นการปะทะกันระหว่าง "อนาล็อก" กับ "ดิจิตอล"

การใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ เสมือนอนาล็อก มุ่งเข้ายึดครองพื้นที่ทางกายภาพดังเช่นที่ทำอยู่ ไปปิดล้อม ปิดถนน เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านการรัฐประหาร

แต่สงครามหรือการต่อสู้ยุคปัจจุบันมันไม่ใช่แบบนั้น มันเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกและการรับรู้ข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่เสมือน กองกำลังขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ายึดครองได้ เพราะแท้ที่จริงแล้วมันกลายเป็นเรื่องอารมณ์ เรื่องความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องพื้นที่

การต่อสู้ของฝ่ายดิจิตอลเริ่มใช้ "สัญลักษณ์" ขยายวงไปเรื่อยๆ คือ การชูสามนิ้ว เพื่อยืนยันว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่ต้องใช้สี ธง หรือเสื้อ ทำให้ฝ่ายอนาล็อกยิ่งจับยากว่าใครเป็นพวกเดียวกันบ้าง และใช้การนัดหมายผ่านโซเชียลมีเดียในช่องทางหรือห้องสนทนาที่กำหนดที่หมายกันไว้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ

ขณะที่การใช้กองกำลังไปกดดัน ต้องผ่านการสั่งการหลายชั้น การเคลื่อนที่ก็ช้ากว่า เพราะต้องไปกันด้วยมวลขนาดใหญ่

สภาพการณ์ที่ชายแดนใต้ก็เป็นคล้ายๆ แบบนี้ แม้จะไม่ได้ใช้เครื่องมือดิจิตอล แต่เขามองตารู้ใจ มีจุดร่วมทางชาติพันธุ์และภาษา ความเป็นพวกเดียวกันของเขาอยู่ในใจ การแสดงออกของพวกเขาเป็นเรื่องอุดมการณ์ ทุกอย่างเป็นเรื่่องอารมณ์ความรู้สึก เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้

ถ้าเทียบแบบนี้ การต่อสู้แบบอนาล็อกอาจไม่พ่ายแพ้แบบยับเยิน แต่ก็ยากที่จะเอาชนะ เพราะอีกฝ่ายมีความคล่องตัวมากกว่า ดูจากภาคใต้จะยิ่งเห็นชัด กองทัพส่งกำลังทหารลงไป 3 หมื่นนาย รวมกับหน่วยอื่นๆ อีกเป็นอัตรากำลังในกรอบ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 6 หมื่นกว่านาย รวมกองกำลังติดอาวุธที่รัฐไปจัดตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ชรบ. อรบ. อรม. รวมแล้วเป็นแสน แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนได้

เพราะมันเป็นเรื่องความรู้สึก มันเป็นสงครามความรู้สึก!

การต่อสู้ในสงครามความรู้สึก มีทางเดียวที่จะชนะ คือ ต้องใช้ใจ ใช้ความจริงใจ

เหมือนการต่อสู้กับก่อการร้าย ต้องไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะยิ่งละเมิด แนวร่วมอีกฝ่ายยิ่งมาก เพราะเขาขยายแนวร่วมกันด้วยอารมณ์ความรู้สึก

เทียบกับสถานการณ์บ้านเราก็เหมือนที่มีคนบอกว่า "ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด"

ฉะนั้นหากจะปรองดองสมานฉันท์กันอย่างแท้จริง ต้องย้อนกลับไปที่รากเหง้าของปัญหา ย้อนไปสะสางความไม่เป็นธรรมที่ได้ประสบมา ส่วนเรื่องอาวุธสงคราม เรื่องชูสามนิ้ว เป็นเรื่องปลายเหตุ และทหารต้องไม่สร้างเงื่อนไขใหม่

ทางเดียวที่จะหยุดปัญหาของบ้านเมือง คือ สร้างกติกาที่ยอมรับร่วมกันทุกฝ่ายภายใต้กรอบเวลา จากนั้นก็เดินหน้าสู่เลือกตั้ง แพ้หรือชนะต้องยอมรับกัน ไม่งอแงอีก การตัดสินขององค์กรอิสระต้องเท่าเทียม...และที่สำคัญอย่าเป็นเครื่องมือการเมือง!