ไม่ว่าใครจะปกครองประเทศ บ้านเมืองต้องเดินหน้า และ สัจธรรมข้อหนึ่งที่ได้พิสูจน์แล้ว ก็คือ เอกชนไทยมีความสามารถ
มากกว่านักการเมืองมากมายหลายเท่านัก
การเมืองแยกจากเศรษฐกิจไม่ได้ แต่เอกชนต้องเดินหน้าสร้างความมั่นใจในประเทศไทย เพราะว่านักการเมืองมาแล้วก็ไป นักปฏิวัติมาแล้วก็ไป แต่เอกชนไทยต้องอยู่ และต้องไม่รีรอที่จะเดินหน้าแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส และเสริมสร้างโอกาสใหม่ให้กับบ้านเมือง โดยไม่นั่งรอให้การเมืองและความมั่นคงมากำหนดหรือสั่งการ
วันก่อน คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย ท่านประธานสุพันธุ์ มงคลสุธี แวะเวียนมาตั้งวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้บริหารของเครือเนชั่น ได้ข้อสรุปตรงกันว่าการเรียกคืนความเชื่อมั่นในประเทศไทยจากนี้ไปนั้น เป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายธุรกิจเอกชนที่จะต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าบ้านเมืองไทยอยู่ในสภาพที่ได้รับความเสียหายหนักหน่วง จากการเมืองเรื่องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมานานหลายปีแล้ว
การเข้ายึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย่อมทำให้เกิดคำถามในมวลหมู่นักลงทุนต่างชาติไม่น้อย หลายๆ คำถามก็ย่อมจะตอบให้เป็นที่พอใจของคนข้างนอกไม่ได้ เพราะความเข้าใจต่อคำว่า coup ในต่างประเทศกับในประเทศแตกต่างกันในหลายมิติ อีกทั้งในประเทศเองก็ยังมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกันหลายชั้นหลายต่อ
แต่บ้านเมืองรอไม่ได้ ใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยเรื้อรัง ดังนั้น ภาคเอกชนของประเทศจึงจะต้องวางแผนร่วมกัน เพื่อนำเสนอต่อ คสช. และเพื่อส่งสารไปถึงธุรกิจเอกชนทั่วโลก ให้รู้ว่าเอกชนไทยกำลังคิดอะไรและทำอะไรอยู่ เพื่อเรียกฟื้นศักยภาพของประเทศและให้กลับสู่ครรลองแห่งประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงให้ยั่งยืน
ดังนั้น การที่คณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกาศแนวทางเชิงรุกเพื่อที่จะเสนอการแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศในทุกๆ ด้านให้กับคณะผู้บริหารของ คสช. โดยตอกย้ำถึงความสำคัญของบทบาทภาคเอกชน ในการช่วย "ปฏิรูป" ประเทศชาติอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ปราบปรามและป้องกันคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างธรรมาภิบาลในแวดวงธุรกิจอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ก็ต้องจับมือกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าต่างประเทศทั้งหลายในไทย ในการเดินสายสร้างความเข้าใจและอธิบายว่า "เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย" ขณะนี้ พูดความจริงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันและกัน เพื่อให้เห็นว่าสังคมไทยจะต้องข้ามพ้นวิกฤติการเมืองไปอย่างถาวร
หนีไม่พ้นว่าต่างชาติจะต้องถามเรื่องผลพวงของรัฐประหาร และกรอบเวลาการฟื้นคืนสู่ภาวะปกติ ทางเดียวที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ ก็คือ การพูดความจริง และยอมรับถึงปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ทั้งทางด้านลบและด้านบวก และนำเสนอ Road Map อันเป็นแผนที่เดินทางสำหรับประเทศไทยที่เอกชนกำลังผลักดันให้เกิดขึ้น
ผมเชื่อว่า คนต่างประเทศที่เชื่อมั่นในประเทศไทย ทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจการรัฐประหารครั้งนี้ แต่มีความรักและชอบประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก เขาเหล่านี้คือ Friends of Thailand (FoT) ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศไทย เฝ้าดูปัญหาวุ่นวายของไทยมาหลายปี และมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สังคมไทยพ้นจากวิกฤติและกลับสู่ประชาธิปไตย
คสช. จะแถลงข่าวชี้แจงอย่างไร สถานทูตไทยหรือทูตพาณิชย์ของไทยในต่างแดน จะพยายามแถลงข่าวอย่างไรก็สู้เอกชนไทยเอง หรือเครือข่ายของคนต่างชาติที่เป็นมิตรกับไทย ที่จะนำเสนอความคิดเห็นและแนวทางของอนาคตประเทศไทยไม่ได้ เพราะนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักปฏิบัติการพูดจากประสบการณ์จริง จากการประเมินของผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในประเทศไทยมายาวนาน และพร้อมจะพูดความจริง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา มองหาแนวทางแห่งความสมานฉันท์ เพื่อให้ประเทศไทยกลับฟื้นคืนสู่ความเป็นเลิศอีกครั้งหนึ่ง
ดับไฟในบ้านไม่พอ ต้องช่วยกันสร้างบ้านใหม่ที่แข็งแกร่งทนทาน และพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้คนเก่งคนดีที่มีอยู่มากมายนั้น สามารถแสดงความรู้ความสามารถอย่างเสรีเปิดกว้าง
เอกชนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท มีจริยธรรม และความสำนึกในความถูกชอบชั่วดี คือ หัวรถจักรแห่งการขับเคลื่อนสร้างชาติ...ได้แน่นอนครับ









