ข่าวบอกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ตั้ง ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป
ส่วนกลางดำเนินงานโดย คสช. ส่วนภูมิภาคให้กองทัพภาคเป็นผู้รับผิดชอบ
คำแถลงทางการบอกว่าเป้าหมายของการตั้งศูนย์เช่นนี้ คือ การสร้างความรัก ความสามัคคี สลายสีเสื้อ เตรียมการไปสู่การปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ต่อไปในอนาคต
ข่าวบอกด้วยว่าวิธีการนั้น คือ การคัดผู้นำหรือแกนหลักในแต่ละกลุ่มเข้าร่วมประชุมหารือ จัดเสวนา สร้างภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นจะควบคู่ไปกับการสร้างความสมานฉันท์ ลดความขัดแย้งของคนในชาติ
“ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์” นี้ จะเป็นศูนย์กลางให้ประชาชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้ข้อมูลความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายต่างๆ นำข้อมูลไปบิดเบือนให้เกิดความไม่เข้าใจ
ยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม ว่า “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์” ที่ว่านี้ จะมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร แต่แนวคิดที่จะให้คนในชาติลดความขัดแย้ง หันมาพูดจากันในฐานะเป็นเพื่อนร่วมชาติ ถือได้ว่าเป็นความเร่งด่วนที่สำคัญยิ่ง
เพราะว่า เราจะไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินไปข้างหน้าร่วมกันได้เลย หากไม่ขจัดความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แบ่งเป็นสีเป็นเหล่า เป็น “พวกใครพวกมัน” จนบ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะว่า นักการเมืองแบ่งแยกประชาชนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
การยึดอำนาจของ คสช. จะไม่ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น หากไม่สามารถสร้างความรู้สึกว่านี่เป็นการเข้ามาเพื่อสร้างความสมานฉันท์ มิใช่เพื่อกุมอำนาจเพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น ความริเริ่มที่จะมี “ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์” จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การจะทำให้สำเร็จได้นั้น จะต้องมีกระบวนการที่เปิดกว้างให้คนกลุ่มต่างๆ ได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม และต้องไม่เลือกสีเลือกฝ่าย ไม่เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้โอกาสมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
กองทัพฝ่ายเดียวไม่สามารถที่จะทำให้ความสมานฉันท์กลับมาสู่สังคมได้ การดำเนินการเรื่องนี้จะต้องเปิดกว้าง และเดินคู่ขนานไปกับการตั้งสภาปฏิรูป ที่จะมีตัวแทนของคนทุกภาคส่วน เข้ามานำเสนอทางออกของบ้านเมืองอย่างคึกคัก
อีกทั้ง การตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อการแก้ไขกติกาบ้านเมือง ให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ ก็จะต้องสะท้อนถึงสูตรแห่งความสมานฉันท์ ไม่แยกกลุ่มแยกสี
ที่สำคัญ คือ การให้การไหลเทของข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างเสรี และเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเหตุและผล เรียนรู้ว่า “ประชาธิปไตย” มิใช่เป็นเพียงแค่การไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเลือกตัวแทนที่รับปากจะทำโน่นทำนี่ หรือให้นั่นให้นี่เท่านั้น หากแต่หมายถึงการเคารพในความเห็นที่แตกต่าง และยอมรับในความแปลกแยกทางความคิดโดยมีความเห็นพ้องกันว่า ท้ายที่สุดแล้ว “ผลประโยชน์ของชาติ ต้องมาก่อนผลประโยชน์แห่งตน”
ผมเชื่อว่า ที่ผ่านมาคนไทยแตกแยกกัน เพราะว่า ถูกกลุ่มการเมืองยัดเยียดข่าวสารข้อมูลด้านเดียวอย่างเมามันและไร้เหตุผล ทำให้เกิดความเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูของตน ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยด้วยกัน และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ถึงขั้นที่จะต้องประกาศไม่ยอมพูดจาหาทางออกของบ้านเมืองร่วมกัน
รัฐบาลที่แล้ว ก็อ้างว่าพยายามจะสร้างกลไกของความปรองดอง แต่แล้วก็เป็นเพียงการสร้างภาพเท่านั้น เพราะว่า ความหมายของ “ปรองดอง” ในยุคนั้น ก็คือ การสร้างความได้เปรียบทางการเมืองของฝ่ายตนเท่านั้น มิได้ยื่นมือไปทำความเข้าใจกับคนไทยส่วนอื่น ที่พวกเขาถือว่าไม่ใช่ “พวกตน”
หากว่า คสช. จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชาติจริง จำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม สร้างอุดมการณ์แห่งชาติร่วมกันใหม่ ปฏิรูปสังคมให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และยกเครื่องประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อให้ความ “รักชาติ” หมายถึง การรักเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย มิใช่ “รักพวกพ้อง” ตนเอง อย่างที่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤติ...ถึงทุกวันนี้









