แผนแม่บทพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในประเทศ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กำหนดต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ภาคใต้
ให้มีขนาดกำลังการผลิต 3,200 เมกะวัตต์ต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของคนภาคใต้ 14 จังหวัด หนึ่งในนั้นมี โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังการผลิต 870 เมกะวัตต์ และโครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ ต.คลองรั้ว อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ สร้างความกังวลแก่ชาวบ้าน ว่า จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว และ สุขภาพ เป็นเหตุให้ชาวบ้านแนวชายฝั่งอันดามัน จากชุมชนเกาะปอ ชุมชนเกาะลันตาใหญ่ ชุมชนศรีบอยา และ ชุมชนปกาศัย จังหวัดกระบี่ เกิดความแตกแยกทางความคิดจากการปลุกปั่นของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
>>> สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบี่ตอนนี้ คือ มีการคัดค้านเรื่องของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยชาวบ้านไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการตัดสินใจกับโครงการนี้ ส่วนการทำประชาพิจารณ์ สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมรับทราบข้อมูลของโครงการ และมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น แต่นั่นก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งที่มีการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้ง แต่ครั้งที่ 3 เกิดการรวมตัวคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่ จึงต้องชะลอไว้ก่อน กฟผ.จึงหันมาทำอีกหนึ่งโครงการ คือ เปิดการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่สวนทางกับความต้องการของชาวบ้านอยู่ดี
>>> ส่วนผู้นำท้องถิ่นกับชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น แทบจะแยกส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน
>>>กระบี่ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้า ที่มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งในอัตราปีละ 870 เมกะวัตต์ ทั้งที่ กระบี่ ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เอง และกระบี่กำลังจะทำให้เมืองเป็นเมืองสีเขียว ด้วยการลดการใช้พลังงาน แต่แผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า กลับเลือกให้โรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่เดิมใช้น้ำมันเตา เปลี่ยนมาเป็นถ่านหิน ชาวกระบี่จึงต้องลุกขึ้นต่อต้านเป็นธรรมดา ที่สำคัญกระบี่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก แหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่ทรงคุณค่า สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท
>>> แม้จะมีกระแสต่อต้าน แต่ กฟผ.ก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการผลิตโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อไป เพราะเล็งเห็นว่าเป็นพื้นที่เหมาะสม ไม่ต้องจัดหาพื้นที่ใหม่ อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ยังมีความคุ้นเคยกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อน (ถ่านหินลิกไนต์) มาก่อน และเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน จึงเป็นศูนย์กลางทางด้านพลังงานฝั่งอันดามัน
>>> แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของชาวกระบี่ ที่ต้องเผชิญอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน คือ ผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำ “ปากน้ำกระบี่” ซึ่งมีความสำคัญระดับนานาชาติ รวมทั้งผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการเพียง 16 กิโลเมตร ที่สำคัญคือผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีวิต และประชาชนกว่าครึ่งล้านคน ที่ต้องพึ่งพารายได้จากการทำประมงและการท่องเที่ยว บนเส้นทางการขนส่งถ่านหินอย่างน้อย 70 กิโลเมตร ย่อมจะได้รับผลกระทบ โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้









