ขณะที่ส่งต้นฉบับ ดิฉันสารภาพว่าเร็วเกินไปที่จะประมวลคะแนนในการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญของบริษัทจดทะเบียน ที่เพิ่งจบลงเมื่อ 30 เม.ย.
เพราะเมื่อ พี่น้องอาสา ฯ ของชมรมอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ทำงานภาคสนาม ประเมิน จนเก็บคะแนนมาแล้วนั้น ขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอน ของการเปิดโอกาสให้ทางเลขานุการของบริษัทจดทะเบียนทุกแห่ง เข้ามาสอบเช็คคะแนนของตัวเอง หากไม่ตรงกัน คือ อาจมากกว่า หรือน้อยกว่า ก็จะได้เทียบเคียงข้อมูลให้ตรงกัน เพื่อความโปร่งใส ถูกต้อง ตรงกัน จากนั้นจึงจะประกาศผลคะแนนต่อสาธารณชน
จังหวะนี้ ดิฉันขอใช้พื้นที่นี้ ประกาศเชิญชวน ผู้บริหาร/ เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ โปรดเข้ามาปฏิบัติการ โดยด่วน…. ไม่เช่นนั้น สมาคมฯ จะยึดถือคะแนน ที่มีในมือของสมาคมฯ ประกาศผลออกไป เพราะถือว่าไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ใช้โทรศัพท์ ยกหูเข้าไปสอบถามก่อน ได้ที่ 02 359 1196
ใจเย็นๆ รอผล กันนิดหนึ่งนะคะ และเวลาขณะที่รอนั้น ดิฉันขอเล่าเรื่อง ไปพลางก่อน เป็นเรื่องที่น่าสนใจคะ ปรากฏการณ์แบบนี้ น่าสนใจ เป็นบทละครก็ต้องบอกว่าเหมือน “สลับบท” กันเล่น ระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน หรือเราเรียกกันติดปากว่า “บจ.”
ก่อนหน้านี้.....
บทบาทของผู้บริหาร จัดว่าสูงส่ง เอื้อสุดมือ เข้าไม่ถึงง่ายๆ พูดจา ดูจะฟังเข้าใจไม่ง่าย ทั้งจากภาพภายนอกและการวางตัวของผู้บริหารเอง ความห่างเหินจึงเป็นช่องว่างอยู่ระหว่างกลางของการสื่อสาร
มาวันนี้.....
บทบาทของผู้นำองค์กร เป็นอีกแนวทางของการสร้างภาพพจน์ที่ดี หลักการตลาดที่ถูกจัดวาง พวกเขาไม่ต่างไปจากสินค้าตัวหนึ่งที่ถูกปรุงแต่ง สร้างอารมณ์การมีส่วนร่วม จับต้องได้ สัมผัสได้ ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก รัก ชอบ เป็นแบรนด์ดิ่งที่ผูกพันกับสินค้าของบริษัทนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุ้นไหมคะ กับคำว่า CEO Marketing นั่นแหละคะ
บุคลิกของซีอีโอ กลายเป็นบุคลิกของสินค้า เป็นบุคลิกขององค์กร เราพบเห็นกันอย่างนั้นจริง แยกไม่ออกเลย กลายเป็นจุดแข็ง จุดขายและจุดอ่อน ในเวลาเดียวกัน ดุดัน ขึงขัง อ่อนโยน สนุกสนาน หรือหากแปรสภาพเป็นแนวธรรมาภิบาล ก็จะสะท้อนว่า ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา รักษากติกา หรือตุกติก มีนอกมีใน สร้างภาพ หรือหนักหน่อย เป็นการหลบหนี จากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ มีครบทุกรสชาติ ให้เราได้เห็น กับบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหุ้น ใช่ไหม
ก่อนหน้านี้.....
ผู้ลงทุนไทย ดูว่าจะอ่อนด้อย ข้อมูลน้อย ลงทุนแบบงูปลา และที่สำคัญคือ ถูกหลอกร่ำไป ลงทุนซื้อหุ้น เหมือนใบ้หวย ถึงจะยกระดับขึ้นมาเป็น วลี ล้อเลียนว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” ก็เถอะ ก็ยังมีกรณีให้เราเห็นกันมากราย อย่างกรณี “ราชาเงินทุน” ในยุคก่อนโน้น หรือยังอยู่คู่กับตลาดหุ้นมาถึงยุคนี้ อย่างหุ้นปั่น หุ้นร้อน ที่บอกต่อๆ กัน จนราคาวิ่งไปเหนือเหตุผลของพื้นฐาน เป็นหุ้นอภินิหาร ที่น่ากลัว แต่ก็มีคนชอบเสี่ยงโชค กลายเป็น “ชาวดอย” คอยรัก ติดแหง็กที่ราคาปลายไม้ ไม่เคยเข็ดหลาบ จากความโลภ และมีกลุ่มผู้ลงทุนหน้าใหม่ เข้ามาเติมในตลาดหุ้น อยู่ตลอดเวลา เพราะสังคมที่เปลี่ยนโครงสร้างไป นั่นเอง
มาวันนี้.....
การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่ง ต้องยกเครดิตให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยตรง อย่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ก.ล.ต., โบรกเกอร์, กองทุนรวม และอื่นๆ ที่เดินหน้าจับมือกันเป็นแผง จัดเสิร์ฟความรู้กันต่อเนื่อง ไม่เคยขาด ทั้งสัมมนา กิจกรรม โรดโชว์ในต่างจังหวัด และเมื่อมาบวกกับการศึกษาไทย ที่ยกระดับขึ้น รวมทั้งการสื่อสารที่รวดเร็ว ทำให้ทุกอย่าง ง่าย คล่องตัว ว้าว….เกิดเสน่ห์ ให้ตลาดหุ้น กลายเป็นแหล่งลงทุน ที่นักลงทุนจัดเวลาตัวเองได้อย่าง สนุกสนาน เรียกตัวเองว่า “นักลงทุน” อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ฟังและปลื้มว่าเดิมที่เรียกและถูกเรียกว่า “คนเล่นหุ้น” ไม่เล่นแล้วนะ เอาจริงแล้วนะ เป็นอาชีพที่ยังชีพ เลี้ยงชีพได้ อย่างเต็มเกียรติ จึงมีอีกคำที่ตามมา คือ “นักลงทุนคุณภาพ”
เห็นไหม คะ ว่า มีพัฒนาการ ทั้งสองฟากฝั่ง คือ ผู้บริหาร และ นักลงทุน เป็นการยกระดับทางสังคม ที่ช่วยสร้างสมดุล ให้ตลาดหุ้นไทย สะท้อนได้จากหลายปัจจัยแวดล้อม อาทิ ผู้ลงทุนยุคนี้ฉลาดขึ้น อ่าน ศึกษาข้อมูล เกาะติดเป็นอย่างดี ลึกซึ้งในเรื่องราวของกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ตัวเองสนใจลงทุน นักลงทุนบางราย ถามคำถามที่ผู้ถือบริหาร หนาวเชียวแหละ เพราะเตรียมคำตอบกันไม่ทัน หรือผู้บริหารบางรายต้องวางกลยุทธ์ ที่ต้องบริหารจัดการเหนือชั้นขึ้น ทั้งจากคู่แข่งที่เป็นธุรกิจเดียวกัน รวมทั้งผู้บริหารรายอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องช่วงชิง แนวทางการเลือกลงทุนจากนักลงทุน ด้วยกันเอง
ดูภาพแล้ว เริ่มสนุกแล้ว นะคะ ต่างฝ่าย ต่างมีพัฒนาการ หากเป็นคู่ชก ต้องบอกว่า ดูแล้วมันส์แน่ๆ เป็นคู่ชกที่สมศักดิ์ศรี ต่างคนต่างมีกลเม็ด เปิดออกมาคนละหมัด ประโยชน์ย่อมตกหาส่วนรวม
แต่มีมุมเล็กๆ ที่ดิฉันอยากขอหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เพราะตรองดูแล้ว หากปล่อยวางไว้อาจเป็น “ไม้ขีดก้านแรก” ที่ลุกลาม ไม่เป็นผลดีกับตลาดหุ้นไทย ด้วยการใช้ความชาญฉลาด ฉวยโอกาสใช้ช่องเล็ก ช่องน้อย กอบโกยผลประโยชน์ เข้าส่วนตนและพวกพ้อง แบบคาบเส้นบางๆ ของจริยธรรมและข้อกฎหมาย
คือ การสมรู้ ร่วมคิดกัน ของผู้ถือหุ้นบางคน บางกลุ่ม กับผู้บริหารบางคน บางกลุ่ม (แต่เพียงไม่กี่รายนะคะ เพราะคนดีๆ มีมากมาย) ใช้ช่องทางของเวทีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ทำบางเรื่องให้เกิดขึ้น อาทิ การนำเสนอวาระจร เข้ามาในที่ประชุม แล้วใช้คะแนนเสียงโหวตรับรองตามทิศทางที่ต้องการ, การสร้างฉากเยินยอ ปอปั้นผู้บริหารในที่ประชุม จนอืดเอียน ทำให้กลายเป็นยอวาที เป็นภาพลวงตาที่ไล่เรียงไปยังราคาหุ้นในเวลาต่อมา เป็นการแลกบทกันเล่น แบบเนียนๆ
น่าห่วงว่า หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นการสร้าง “กลุ่มอิทธิพล” ขึ้นในตลาดหุ้นไทย จากการยอมรับของวิธีการนี้ โดยมีนักลงทุนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่กลายเป็น “เหยื่อ” กลุ่มแล้ว กลุ่มเล่า
ไหนๆ เข้าสู่ ยุคปฏิรูป กันแล้ว ดิฉันเสนอว่า ใช้จังหวะดีนี้แหละ ลงมือซะเลย เปิดไฟให้สว่าง เปิดเผยข้อมูล ให้ความรู้ให้เท่าทัน อย่าให้ใครเข้ามาฉวยโอกาส สร้างภาพ สร้างราคา และนักลงทุนต้องกลายเป็น “แมลงเม่า” ตัวแล้ว ตัวเล่า หมดเนื้อ หมดตัว กันอีกเลย
ขอติด เรื่อง คะแนนการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ไว้ก่อนนะคะ ใครเต็มร้อย ใครห้อยท้าย โปรดติดตาม เร็วๆ นี้ คะ









