การยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมมีคำสั่งห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อมวลชน
อีกทั้งห้ามนักวิชาการออกสื่อแสดงความคิดเห็นในช่วงที่ยังประกาศกฎอัยการศึก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งการสั่งห้ามดังกล่าวกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในแวดวงนักวิชาการและปัญญาชน โดยเห็นว่าเป็นการปิดกั้นทางความคิดและนำไปสู่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นระบอบที่ไม่มีใครคิดว่าจะกลับมา หลังจากมีบทเรียนในอดีตมากมาย
อันที่จริง ประเด็นเสรีภาพทางวิชาการ หรือ อิสรภาพทางความคิด เป็นปัญหาทุกครั้งในช่วงวิกฤติของประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าประเทศพัฒนาแล้วหรือด้อยพัฒนา เพราะว่าบางครั้งผู้มีอำนาจเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งหากเกิดวิกฤติขึ้นมาในสังคม ที่ต้องดำเนินการทุกอย่างให้สามารถควบคุมได้ เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปอย่างมีระเบียบแบบแผน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะอยู่ได้โดยไม่มีกฎระเบียบเกิดขึ้น
ดังนั้น ประเด็นเสรีภาพทางความคิดจึงเป็นเรื่องใหญ่มากในสังคมที่พัฒนาแล้ว หากพิจารณาการต่อสู้ในเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่ามีประวัติอันยาวนานมากกว่าที่จะตกผลึกดังที่เราเห็นทุกวันนี้ และประเด็นที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมานัก กล่าวคือ มีบรรดาผู้ที่อ้างว่าต้องการเสรีภาพทางความคิดนั้น ปรากฏว่าเอาเข้าจริงแล้วก็มีความเห็นเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสมอ บางคนถึงกับเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงกับกลุ่มทางการเมือง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ กันตามที่เห็นสมควร
หากติดตามกลุ่มนักวิชาการและปัญญาชนของไทยในช่วงที่ผ่านมา ก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดกันอย่างรุนแรง บางกรณีถึงกระทั่งกล่าวโจมตีกันอย่างรุนแรง แม้แต่ระหว่างผู้ที่เคยเป็นศิษย์กับอาจารย์ แม้มีบางคนพยายามรักษาความเป็นกลาง โดยมีเป้าหมายเรื่องสันติภาพและต่อต้านความรุนแรง แต่ในที่สุดแล้วก็มักจะถูกโยนเข้าไปอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น กลุ่มนักวิชาการและปัญญาชนเหล่านี้ก้าวเข้าไปสู่ "สนามแห่งอำนาจ" โดยไม่รู้ตัว
หากนักวิชาการและปัญญาชน ต้องการมีอิสรภาพทางความคิดหรืออิสระทางวิชาการแล้ว สิ่งแรกที่ต้องพิจารณา คือ ต้องอยู่ห่างจากสนามของอำนาจ โดยรักษาระยะห่างอย่างพอสมควร เพราะหากว่าอยู่ใกล้เกินไป หรือ มีคติบางอย่างที่ยึดถือก่อนมองปรากฏการณ์แล้ว ก็อาจทำให้สายตาพร่ามัวได้ ดังนั้น ประเด็นเรื่องการรักษาระยะห่างจาก "สนามแห่งอำนาจ" จึงมีความจำเป็นในสถานการณ์ขณะนี้ เพราะหากเราไม่สามารถอยู่ห่างมากพอแล้ว สถานการณ์ของกลุ่มนักวิชาการและปัญญาชนก็ดังที่เห็นในปัจจุบัน คือ หาคนเป็นกลางไม่ได้
เราเห็นว่า การอยู่ห่างจากอำนาจก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์นั้น ถือว่ามีความจำเป็นอันดับแรก ส่วนประเด็นเรื่องความเป็นกลางทางวิชาการนั้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ภายหลัง เพราะถึงที่สุดแล้วความเป็นกลางนั้นไม่มีอยู่แล้ว อย่างน้อยทุกคนก็มีคติความเชื่อยึดถืออยู่ก่อนแล้ว เราเชื่อว่าหากนักวิชาการและปัญญาชนอยู่ห่างออกมาและมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง น่าจะเห็นแง่มุมและประเด็นทางสังคมที่ต่างไปจากเดิม นอกจากการกล่าวโจมตีกัน และเมื่อนั้นอิสรภาพทางความคิดก็จะเกิดขึ้นจริง






