ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ในเวลาราวตีสามของวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทหารจะลุกขึ้นมาประกาศกฎอัยการศึก
เนื่องจากที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองหลายกลุ่ม ได้ทำการชุมนุมประท้วงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ซึ่งมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ความรุนแรง โดยคาดหวังว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนโดยเร็ว แต่หลังจากนั้นผ่านไปอีกเพียง 2 วัน ช่วงเวลาบ่าย 16.30 น. ของวันที่ 22 พฤษภาคม ก็เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจโดยคณะทหาร ในนามของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ความรู้สึกผ่อนคลายของประชาชนที่เกิดขึ้นในครั้งแรกเริ่มที่จะตึงเครียด และหันกลับมาตั้งคำถามในใจว่า แล้วช่วงเวลานับจากนี้ไปประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
คณะนายทหารได้ตอกย้ำ ขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ และดำเนินวิถีชีวิต หรือประกอบอาชีพต่อไปตามปกติ ดังคำแถลงการณ์ที่ว่า “ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศหลายๆ พื้นที่ เป็นผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัว จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวมนั้น และเพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคีเช่นเดียวกับที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย"
ท่ามกลางความตึงเครียดในสถานการณ์ทางการเมืองที่ถอยหลัง หากมองอีกด้านหนึ่งก็เป็นความท้าทายที่จะต้องดำเนินการทุกอย่างให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยเร่งยุติความสับสนของสายตานานาชาติที่มองมายังไทย ในแบบที่เรียกว่าเสียงแตก เพราะว่าขณะที่เอเอฟพีและรอยเตอร์ รายงานว่า ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ออกถ้อยแถลงประณามรัฐประหารในไทย พร้อมเรียกร้องให้คืนสู่หลักนิติธรรมโดยเร็ว ด้านเลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็แสดงความเป็นห่วงว่าคำสั่งของทหารอาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ขณะที่อังกฤษนั้นไม่โจมตีการยึดอำนาจของกองทัพ แต่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจา ส่วนสหรัฐอเมริกามีคำเตือนพลเมืองควรอยู่แต่ในเคหสถานหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว หรือแม้แต่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจขาลง ที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส มองว่า จีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 1-2% จากที่ก่อนหน้านี้คาดไว้ ที่ 4-4.5%
นี่อาจจะเป็นต้นทุนแสนแพง ที่ประเทศไทยต้องจ่าย เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองที่ลุกลาม มาถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายในระยะปานกลางอย่างน้อยใน 2 ปีนี้ แต่ความจริงที่คนไทยต้องร่วมกันแบกรับ และหากเป็นไปได้ก็หวังว่าจะไม่เกิดเป็นวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ทำให้ทหารต้องออกมาเอ็กเซอร์ไซส์เพื่อให้ความมั่นคงของประเทศกลับคืนมา โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเร่งคลี่คลายปัญหาใหญ่เฉพาะหน้าให้กับปัญหาของชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินค่าข้าวจากรัฐบาลที่เพิ่งถูกยุบไปอีกราวแสนล้านบาทยังเป็นแรงกดดันสำคัญ อีกทั้งการเร่งรัดให้ข้าราชการประจำดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณที่เหลือในปี 2557 รวมทั้งการจัดทำงบประมาณปี 2558 อีก 2.6-4 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นหัวกลจักรเติมเชื้อในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอีกครั้ง ก่อนที่จะนำประเทศไทยเดินหน้าสู่วาระของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง









