ช่วงนี้ผมชีพจรลงเท้าประชุมต่างประเทศบ่อย กลางเดือนไปประชุมสถาบันกรรมการทั่วโลกที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี อาทิตย์ที่แล้วอยู่ออสเตรเลีย
ไปงานสัมมนาประจำปีของสถาบันกรรมการออสเตรเลียที่เกาะฮามิลตัน (Hamilton Island) รัฐควีนส์แลนด์ ทั้งสองงานไปเป็นวิทยากรในฐานะกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี จากการประชุมชัดเจนว่ากำลังมีพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการหรือ CG เกิดขึ้นมากมายรอบตัวเราพร้อมกับบทบาทสถาบันไอโอดีทั่วโลกที่กำลัง active เพราะทุกฝ่ายตระหนักว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นเรื่องสำคัญที่กรรมการบริษัทต้องสนใจและผลักดัน เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจและประเทศ
ช่วงการประชุมนอกจากเรื่อง CG ประเทศไทย คำถามที่ถูกถามมากในฐานะผู้แทนไทยก็คือ ปัญหาการเมืองบ้านเรา เพราะข่าวที่ออกไปไม่ค่อยดี และเป็นเรื่องยากที่คนข้างนอกจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พร้อมกับข่าวการเมืองไทยก็มีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ที่ได้รับการปรับอันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้น ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของความเพียรพยายามของผู้ทำนโยบายฟิลิปปินส์ ที่ได้ประโยชน์จากการเมืองที่มีเสถียรภาพและผู้นำที่ดี
วันนี้จึงอยากจะแสดงความยินดีกับประเทศฟิลิปปินส์ที่สามารถแก้ปัญหาที่เคยมีได้ และในบางประเด็นก็แซงเราไปแล้ว ขณะที่ของเราการจัดอันดับต่างๆ ถ้าไม่ถดถอยก็หยุดนิ่งจนถูกมองว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่เรื่องของเรานั้นสามารถแก้ไขได้ไม่เกินความสามารถ ถ้าเราตัดสินใจจะทำ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
สามสิบปีก่อนฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีปัญหามาก โดยเฉพาะปัญหาการเมืองทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเสียโอกาส ขณะที่ประเทศไทยเวลานั้นมีความเข้มแข็งในสามปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศเติบโตเร็ว คือ หนึ่ง การเมืองมีเสถียรภาพ สอง ภาคราชการเข้มแข็ง และสาม ภาคธุรกิจเอกชนมีศักยภาพสูง ความเข้มแข็งนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสี่เสือทางเศรษฐกิจของเอเชีย แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่เราเริ่มมีปัญหาการเมืองจนถึงปัจจุบันกว่าสิบปี การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแทบหยุดชะงัก โดยเป็นผลจากความไม่แน่นอนของการเมือง นำมาสู่ความไม่ต่อเนื่องของการบริหารราชการแผ่นดินและความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้การทุจริตคอร์รัปชันเติบโตจนรุนแรง ตรงกันข้ามการเมืองในฟิลิปปินส์มีเสถียรภาพตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980's มีระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่นำมาสู่การเปลี่ยนผู้นำอย่างสันติ มีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มุ่งแก้ไขปัญหา เข้ามาบริหารประเทศ ผลก็คือ ฟิลิปปินส์ ดูดีขึ้น แต่ ไทย ดูถดถอยลง
ล่าสุดข้อสรุปนี้ชัดเจนจากดัชนีวัดความสามารถทางเศรษฐกิจ สามดัชนี ที่เรารู้จักกันดีคือ ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดัชนีอันดับความน่าเชื่อถือที่ประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยนักลงทุน หรือ Credit rating และดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่แสดงถึงความเข้มแข็งของระบบธรรมาภิบาล และสังคม เทียบดัชนีสามตัวนี้ของไทยกับฟิลิปปินส์ช่วงสองปีที่ผ่านมา ชัดเจนว่าทิศทางของฟิลิปปินส์เป็นขาขึ้นทั้งสามดัชนี แต่ของเราทั้งสามดัชนีไม่แย่ลงก็เสมอตัว
หนึ่ง ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของสถาบัน IMD ให้ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 43 ปี 2012 และปี 2013 ดีขึ้นเป็นอันดับ 38 ส่วนของไทยปี 2012 อยู่อันดับที่ 27 แต่ปี 2013 ลดลงเป็นอันดับที่ 30
สอง อันดับความน่าเชื่อถือทางด้านเครดิตของประเทศ (Sovereign credit rating) ที่ประเมินโดย S&P อันดับความน่าเชื่อถือของฟิลิปปินส์ถูกปรับดีขึ้น ในเดือนนี้จากอันดับ BBB- เป็น BBB และมีแนวโน้มเครดิตเป็นบวก ขณะที่ของไทยอันดับความน่าเชื่อถือไม่เปลี่ยนในช่วงสิบปีที่ผ่านมาอยู่ระดับ BBB+ มาตลอด ล่าสุดเริ่มมีการปรับแนวโน้มเป็นลบจากปัญหาการเมือง
สาม อันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยแย่ลงจากอันดับที่ 88 ปี 2012 เป็น 102 ปี 2013 ขณะที่ฟิลิปปินส์อันดับดีขึ้นจาก 105 ปี 2012 เป็น 94 ปี 2013 สูงกว่าไทย
ความแตกต่างในทิศทางดัชนีเหล่านี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนพลวัตของความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่อเศรษฐกิจ ที่กระทบทั้งอัตราการเติบโต และความน่าเชื่อถือ ทำให้ตำแหน่งทางเศรษฐกิจของไทยถดถอยลงเทียบกับประเทศอื่นๆ ขณะที่ ฟิลิปปินส์ มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาในระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ในการประชุมที่อิสตันบูล มีการพูดถึงความท้าทายของการกำกับดูแลกิจการในองค์กรของรัฐ ที่มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมีปัญหาเหมือนๆ กันในหลายประเทศ แต่ฟิลิปปินส์แสดงตัวอย่างของความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จนทัศนคติของนักลงทุนต่อปัญหา และภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันของประเทศเปลี่ยนไป
ไทยและฟิลิปปินส์มีปัญหาคล้ายๆ กันที่ภาครัฐมีบทบาทสูงในระบบเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งผ่านรัฐวิสาหกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ ที่ทำการลงทุนโครงการใหญ่ แต่เนื่องจากรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รัฐบาลในแต่ละช่วงมักแต่งตั้งพวกพ้องของตนเป็นกรรมการ เป็นประธานในรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้องค์กรดำเนินกิจการตามนโยบายที่รัฐบาล (นักการเมือง) สั่ง โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงและผลที่จะมีต่อองค์กรและผู้ถือหุ้นอื่นๆ จึงมีการเรียกร้องให้การแต่งตั้งกรรมการในรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และให้กรรมการมีความรับผิดรับชอบ และทำหน้าที่ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ฟิลิปปินส์ได้แก้ไขปัญหานี้ ผ่านบทบาทความเป็นเจ้าของของรัฐในองค์กรเหล่านี้ โดยสร้างระบบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองเพื่อประโยชน์ต่อองค์กรและประเทศ ที่ทำคือออกกฎหมายตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล หรือ Governance Committee ให้รับผิดชอบการทำงานของรัฐวิสาหกิจโดยตรง โดย หนึ่ง เป็นผู้เสนอรายชื่อผู้ที่จะมารับตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจให้ประธานธิบดีพิจารณาแต่งตั้ง โดยเสนอได้ 150 เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งที่ว่าง คือถ้ามีว่าง 4 ตำแหน่ง ก็เสนอได้ 6 ชื่อ และประธานาธิบดีต้องแต่งตั้งกรรมการจากรายชื่อที่เสนอเท่านั้น สอง ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการแต่งตั้งกำหนดยุทธศาสตร์และแผนธุรกิจขององค์กรอย่างชัดเจน เพื่อทำข้อตกลง สัญญาผลงาน หรือ Performance Contract กับคณะกรรมการธรรมาภิบาล และสาม คณะกรรมการธรรมาภิบาลประเมินผลงานของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามสัญญาผลงานที่ได้ตกลงกัน เพื่อกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ นี้คือ การแสดงบทบาทความเป็นเจ้าของของภาครัฐที่ชัดเจน โปร่งใส ก่อให้เกิดการรับผิดรับชอบในการทำหน้าที่ แทนที่จะเป็นต่างคนต่างทำตามวาระทางการเมืองแต่ละสมัย
นี่คือตัวอย่างของความพยายามที่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนธรรมาภิบาลและภาพลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ และเมื่อกลับมามองไทยก็ชัดเจนว่าปัญหาของเรานั้นสามารถแก้ไขได้ ถ้านักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศทำจริง ก็เอาใจช่วยว่าการเมืองบ้านเราจะมีเสถียรภาพ นำมาสู่การทำงานที่จริงจังเพื่อประเทศชาติของฝ่ายการเมือง









