ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เพื่อนต่างชาติฟังอย่างไร จึงจะไม่เสียความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ที่ยืนยัน นั่งยัน มาตลอดว่า
เชื่อมั่นและปฏิบัติตนและพร้อมจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย
เป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบยาก
เขาถามว่า ทำไมเมื่อสัปดาห์ก่อน บางฝ่ายในความขัดแย้งทางการเมืองยังต่อว่าต่อขาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก อย่างสาดเสียเทเสีย ไม่ยอมรับอำนาจบ้าง สมรู้ร่วมคิดบ้าง เตรียมจะเกษียณแล้วไม่ทำอะไรบ้าง
แต่ผ่านมาไม่กี่วัน พลเอกประยุทธ์คนเดียวกัน เชิญให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งมาพบกันที่หอประชุมกองทัพบก ทุกคนมาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับผู้บัญชาการทหารบกเอาไว้เลย
ผมบอกว่า นั่นมันเป็นภาพก่อน และหลังการประกาศกฎอัยการศึก อะไรๆ จึงเปลี่ยนไป
เพื่อนต่างชาติย้อนถามผมว่า “ถ้าอย่างนั้นแปลว่าพวกนักการเมืองไทยนี่ต้องให้ทหารใช้กฎอัยการศึกก่อน แล้วจึงจะยอมพูดคุยกันหาทางออกให้ประเทศหรือ?”
ผมได้แต่ยิ้ม บอกว่านี่คือ ประเทศไทย
เขาไม่ยิ้ม หน้าตาเคร่งเครียดกว่าเดิม
“ถ้านักการเมืองไทยอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เชื่อในระบอบประชาธิปไตย ก็ควรจะต้องใช้กลไกการเจรจา การยอมถอยคนละก้าว การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อหาทางออก โดยที่ไม่ต้องให้ทหารออกมากำกับการแสดง มันเสียภาพลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยหมด...”
ผมแจ้งเขาว่า ความจริงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็เคยเสนอเป็นคนกลางจัดให้ฝ่ายต่างๆ มาพบกัน เพื่อหาทางออก
แต่คู่กรณีไม่ยอม อ้างว่าลำเอียงบ้าง สมคบคิดบ้าง
และท่านรักษาการประธานวุฒิสภา ก็พยายามจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดให้ทุกฝ่ายมาเจอกัน แต่ก็ไม่มีการสนองตอบทางด้านบวกมากนัก
เพื่อนต่างชาติของผม บอกว่า ถ้านักการเมืองไทยไม่ใช้กลไกระบอบการปกครองประชาธิปไตย จะอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างไร?
ปากก็ต่อต้านไม่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง แต่นักการเมืองก็ทำเสียเละ จนต้องใช้บริการทหารซึ่งเป็นประเพณีที่ขัดกับความเป็นประชาธิปไตยยิ่งนัก
ผมไม่รู้จะเถียงเขาอย่างไร ได้แต่อ้างข้างๆ คูๆ ไปว่าการเมืองไทยเรายังเรียนรู้จะเป็นผู้ใหญ่อยู่ จึงมีการออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปไงเล่า
เพื่อนบอกว่า น่าอายมาก ที่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐประกาศว่าประเทศไทยจะต้องเลือกตั้งวันที่ 3 สิงหาคมนี้ เขาจึงจะยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย
คนข้างนอกมาสั่งให้ไทยเป็นประชาธิปไตย เพียงกำหนดวันเลือกตั้งให้อย่างนั้นหรือ?
ผมได้แต่ส่งยิ้มสยาม เปรยไปว่า “เขาคงหวังดีต่อไทยมั้ง? แต่จะประสงค์ร้ายหรือเปล่าไม่แน่ใจ”
ลึกๆ แล้ว ผมบอกตัวเองว่า เพราะไทยเราเองทำบ้านเมืองเละเทะถึงขนาดนี้ โรคแทรกซ้อนก็สามารถเข้ามาได้ทั้งภายในและภายนอก
เพื่อนคนนี้ชวนผมสนทนาต่อว่า มีแง่มุมน่าขบขันสำหรับการเมืองไทยอีกเรื่องหนึ่ง
“ทำไมนักการเมืองต้องให้กฎอัยการศึกมาบอกว่ามีการบ้านให้ทำ 5 ข้อ? นักการเมืองไทยคิดเองไม่เป็นหรือว่า
1.จะเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับได้เมื่อไหร่?
2.ปฏิรูปกับเลือกตั้งจะทำกันอย่างไร?
3.จะมีรัฐบาลเฉพาะกาลได้หรือไม่อย่างไร?
4.จะสร้างบรรยากาศให้นำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างไร?
5.ทั้งสองฝ่ายสลายการชุมนุมพร้อมกันได้หรือไม่?
ถ้า...นักการเมืองไทย ยังต้องให้มีครูถือไม้เรียว มาสั่งให้ทำการบ้านที่ควรจะทำเองได้ ประชาธิปไตยประเทศไทย ก็ยังเป็นเพียงวาทกรรมลมๆ แล้งๆ...เท่านั้น






