คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจในช่วงนี้มีผลทำให้เมืองเล็กใหญ่ในสหรัฐประสบปัญหา
หลายเมืองสาหัสถึงขั้นล้มละลาย ดีทรอยต์เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่เดินเข้าสู่กระบวนการล้มละลายหลังจากอุตสาหกรรมจำพวกผลิตรถยนต์พากันโยกย้ายออกไปอย่างต่อเนื่อง สภาพของเมืองทรุดโทรมมากเนื่องจากฐานของการเก็บภาษีลดลงเมื่อไม่มีโรงงาน ตอนนี้ มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการด้านการเงินชื่อแดน กิลเบิร์ต เข้าไปกว้านซื้อสิ่งต่างๆ ในใจกลางเมืองเพื่อจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาใหม่ ตามรายงาน เขาเน้นการลงทุนที่จะดึงดูดคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีร่วมสมัย เมื่อคนกลุ่มนี้ย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในใจกลางเมือง สิ่งอื่นจะตามมาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเศรษฐกิจและสังคม เขามิใช่คนเดียวที่ทำเช่นนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่เช่นไอบีเอ็มก็ทำ
สิ่งที่บริษัทเหล่านั้นทำนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเข้มข้นอีกครั้งเรื่องความรับผิดชอบของบริษัทห้างร้านและกิจการเพื่อแสวงหากำไร ฝ่ายหนึ่งมองว่ามันเป็นหน้าที่ของกิจการแสวงหากำไรที่จะต้องช่วยพัฒนาชุมชนที่ตนตั้งกิจการอยู่ แต่อีกฝ่ายมองว่านั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส่วนบริษัทห้างร้านมีหน้าที่แสวงหากำไรให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น มุมมองของฝ่ายแรกมีประวัติทางการปฏิบัติยาวนานย้อนไปถึงสมัยเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนของฝ่ายหลังเพิ่งมาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นแนวคิดกระแสหลักเมื่อราว 40 ปีมานี้เอง
ในกระบวนการถกเถียงกันนี้ มีบริษัทหนึ่งซึ่งได้รับการกล่าวขวัญถึงว่ายึดการปฏิบัติตามแนวแรกมานานแม้บางครั้งจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่สวนกระแสก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีผู้มองเห็นมากขึ้นอีกครั้งว่าบริษัทนั้นมิได้สวนกระแส แต่ทำสิ่งที่ถูกต้อง กิจการของบริษัทจึงอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้จะมีมรสุมรอบด้าน บริษัทนั้นได้แก่ “คัมมินส์” (Cummins) ซึ่งทำกิจการทางด้านการผลิตเครื่องจักรกลดีเซล
จุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทคัมมินส์ได้รับความสนใจได้แก่การลงทุนเพื่อผลิตเครื่องจักรขนาดยักษ์สำหรับใช้ในการลากจูงขบวนรถไฟ แท่นเจาะน้ำมันในทะเลและเครื่องมือขนาดใหญ่ในเหมืองแร่ เครื่องจักร 16 ลูกสูบนั้นมีขนาดเท่าๆ กับบ้านเคลื่อนที่และมี 4 พันแรงม้าซึ่งขายด้วยราคา 2.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ บริษัทมีโอกาสสร้างโรงงานใหม่ในอินเดียซึ่งจะผลิตเครื่องจักรได้ในราคาต่ำกว่าการผลิตในสหรัฐ แต่บริษัทตัดสินใจผลิตในสหรัฐซึ่งสะดวกแก่การควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจเช่นนั้นนำไปสู่การรื้อฟื้นเรื่องราวตั้งแต่ครั้งบริษัทยังเพิ่งเข้าไปตั้งโรงงานในเมืองเล็กๆ ชื่อโคลัมบัสในรัฐอินเดียนา ในตอนต้นประชาชนของโคลัมบัสมีการศึกษาต่ำมาก ผู้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกลหายากที่สุด
บริษัทเข้าร่วมกับท้องถิ่นพัฒนาระบบการศึกษาของเมืองนั้นอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนต้นจนวันนี้มันมีคุณภาพสูงมาก โรงเรียนคุณภาพสูงเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้พ่อแม่ย้ายเข้าไปตั้งหลักแหล่งในเมืองนั้น มันส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไป ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนตลอดมาทั้งทางด้านการเงิน ด้านการทำกิจกรรมและด้านมันสมองของบริษัท ในขณะนี้เมืองโคลัมบัสมีตึกรามสง่างามจำนวนมาก ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลกที่บริษัทเป็นผู้จ้าง มีวิศวกรเครื่องกลต่อจำนวนประชาชนสูงที่สุดในสหรัฐ (วิศวกรเครื่องกล 13 คนต่อประชาชน 1,000 คน) และมีอัตราการว่างงานต่ำสุดในรัฐอินเดียนา (5.2%) นอกจากนั้น ยังมีมหาวิทยาลัย 3 แห่งเข้าไปร่วมกันตั้งศูนย์การศึกษาสำหรับประชาชนท้องถิ่น ส่วนบริษัทคัมมินส์เองก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานพร้อมกับสนับสนุนให้พนักงานทำตัวเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เยาวชนอย่างใกล้ชิด นักศึกษาที่ฝึกงานกับบริษัทมีโอกาสสูงมากหากต้องการจะทำงานกับบริษัทหลังจากเรียนจบ
คัมมินส์มิได้หยุดแค่เมืองโคลัมบัส หากยังพยายามที่จะทำเช่นนั้นไม่ว่าจะไปลงทุนที่ไหนทั้งในสหรัฐและในต่างประเทศรวมทั้งเมืองที่จะเป็นศูนย์ผลิตเครื่องจักรขนาดยักษ์ดังกล่าวด้วย ตอนนี้บริษัทมีกิจการกระจัดกระจายอยู่ในชุมชน 190 แห่งทั่วโลก ชุมชนเหล่านั้นล้วนได้รับการสนับสนุนจากบริษัท การยึดปฏิบัติเช่นนี้จะมีผลต่อการประกอบการโดยตรงของบริษัทหรือไม่ยากแก่การฟันธง อย่างไรก็ดี จากปี 2551 ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาสาหัสครั้งล่าสุด คัมมินส์ยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องส่งผลให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นไปถึง 400% หรือราว 4 เท่าของดัชนีชี้วัดอัตราราคาหุ้นที่อยู่ในสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส 500
ทางด้านไอบีเอ็มซึ่งสนับสนุนการพัฒนาของท้องถิ่นที่ตนเข้าไปตั้งกิจการเช่นกันตอนนี้มีโครงการที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางชื่อ P-Tech โครงการนี้มีชื่อเต็มว่า Pathways in Technology Early College High School ซึ่งไอบีเอ็มร่วมกับกองการศึกษาของมหานครนิวยอร์กและมหาวิทยาลัยในนครนั้นช่วยกันพัฒนา มันเป็นสถาบันการศึกษากึ่งมัธยมกึ่งมหาวิทยาลัยโดยให้เด็กเรียนอยู่ 6 ปีเริ่มจากชั้น ม. 3 ไปจนถึงปี 2 ของระดับมหาวิทยาลัย หลักสูตรเน้นด้านเทคโนโลยีร่วมสมัยซึ่งเป็นกิจการของไอบีเอ็ม เด็กมีโอกาสฝึกงานจริงๆ ในระหว่างที่เรียนอยู่และเมื่อเรียนจบไปมีโอกาสได้งานสูงมากทั้งในไอบีเอ็มและในบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ
การจัดการศึกษาในแนวนี้เยอรมนีทำได้ผลดีมานาน มันเป็นการลงทุนในชุมชนที่เขาถือว่ามีค่าเท่ากับการลงทุนในตนเอง ทั้งบริษัทห้างร้านและรัฐบาลอเมริกันกำลังส่งเสริมให้ขยายต่อไป ในเมืองไทย จะมีใครลงมือทำบ้างไหมหนอ หรือจะรอรัฐบาลที่ได้พิสูจน์มานมนานแล้วว่าจัดการศึกษาล้มเหลว?









