วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยิ่งมีความรุนแรง ยิ่งไร้ทางออก

ตั้งแต่เกิดเหตุชุมนุมทางการเมือง ความรุนแรงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อวานนี้(15 พ.ค.) ศูนย์เอราวัณรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

บาดเจ็บ 22 คนจากเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดและปืน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คนร้ายยิงเอ็ม 79 จำนวน 3 ลูก ตกใส่โรงแรมบ้านดินสอ โชว์รูมรถเบนซ์ ฝั่งตรงข้ามโรงแรมบ้านดินสอ และบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนขนาด .45 และขนาด .322 ตกอยู่บริเวณที่มีการชุมนุม เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ทำให้ยอดผู้บาดเจ็บจากการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่เหตุที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2556 จนถึงขณะนี้ มีผู้บาดเจ็บ 783 คน เสียชีวิต 25 คน รวมเป็น 808 คน และมีผู้บาดเจ็บที่ยังพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 คน

กระแสความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ ดำเนินอยู่เป็นระยะตามระดับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งน่าแปลกว่าฝ่ายรัฐบาล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช. และกปปส. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้วนประกาศว่าพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง อีกทั้งทุกคนก็พากันบอกว่าจะต่อต้านความรุนแรง แต่ความรุนแรงก็เกิดขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้อาวุธสงคราม จนทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดความรุนแรงจึงยังดำเนินอยู่อย่างไม่จบสิ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ที่ผ่านมา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นลักษณะคู่ขนานไปกับความขัดแย้งทางการเมือง ที่ยังหาทางออกไม่ได้ แม้มีความพยายามเจรจาเพื่อหาทางออกจากหลายฝ่าย ในหลายครั้ง และหลายวาระ แต่ก็ยังไร้ทางออก ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมคณะนักวิชาการ 7 คน ได้เสนอทางออกให้กับสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน โดยให้มีการพูดคุยกันเพื่อให้มีรักษาการนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลาง แต่ไม่ได้ได้มาด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 7 โดยวิธีหนึ่งในการสรรหารักษาการนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลาง คือ ให้คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่าย เสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมาจำนวนหนึ่ง แล้วทุกฝ่ายมาประชุมพิจารณาสรรหาจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ

ในท่ามกลางภาวะการณ์เช่นนี้ เราขอประณามความรุนแรง เพราะทำให้ความพยายามหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของรัฐบาลที่พยายามผลักดันให้มีการเลือกตั้ง ความพยายามของกปปส. หรือฝ่ายอื่นๆ ที่หาทางออกจากปัญหาทางการเมืองนี้ เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นเท่าไร การหาทางออกก็ดูเหมือนจะปิดตายมากขึ้นเท่านั้น จนทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงไปทั่วสังคมในท้ายที่สุดก็เป็นได้

ดังนั้น เพื่อสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการหาทางออกสำหรับส่วนรวม ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังมากกว่านี้เพื่อยุติความรุนแรง เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ความสูญเสียก็มีแต่จะมากขึ้น ขณะที่หนทางออกจากปัญหาก็ไม่สามารถมีขึ้นได้ ทั้งยังเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลายออกไปอีกด้วย