ตั้งแต่กลางปีที่แล้วจนถึงวันนี้ เราแทบจะไม่มีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเลย ข่าวนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ข่าวการขาดดุลการค้า
ข่าวการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำจนน่าใจหาย ข่าวหนี้ครัวเรือนที่สูงจนน่ากังวล และข่าวที่รัฐบาลไม่มีเงินมาจ่ายชาวนา ข่าวเหล่านี้กำลังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังแย่เสียแล้ว สภาพแบบนี้ ธุรกิจใหญ่อาจพอประคองตัวไปได้ แล้วชะตาของธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กหรือที่เรียกว่าเอสเอ็มอีล่ะจะเป็นอย่างไร บทความนี้จะนำเอาข้อมูลการสำรวจเอสเอ็มอีมาประเมินดูว่า เอสเอ็มอียังสบายดีไหม?
ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินเป็นผลการสำรวจของศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 1,013 ราย จาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา ระยอง กาญจนบุรี นครสวรรค์ สงขลา และสุราษฎร์ธานี ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 เมษายน ถึง 8 พฤษภาคม 2557 ประเด็นที่ทำการสำรวจเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของธุรกิจ ภาวะเศรษฐกิจ และการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
ผลสำรวจด้านรายได้โดยการถามว่ารายได้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 พบว่า 70.4% ของผู้ให้ข้อมูลระบุว่า รายได้ลดลง 18.4% รายได้ใกล้เคียงกัน และอีก 11.2% รายได้เพิ่มขึ้น ในกลุ่มที่ระบุว่ารายได้ลดลงนั้น โดยเฉลี่ยแล้วรายได้ลดลงประมาณ 19.2%
สำหรับการคาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 โดยเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 ผู้ให้ข้อมูล 64.5% คาดว่า รายได้ลดลง 28.6% รายได้ใกล้เคียงกัน และอีก 6.9% รายได้เพิ่มขึ้น ในกลุ่มที่คาดว่ารายได้จะลดลงนั้น โดยเฉลี่ยแล้วรายได้ลดลงประมาณ 14.8%
รายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก สะท้อนข้อเท็จจริงว่า การขายของทำได้ยากขึ้นเมื่อมาเจอกับปัญหาต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ย่อมส่งผลให้สภาพคล่องลดลง ถือเป็นสัญญาณที่น่าห่วง เพราะเอสเอ็มอีไม่ได้มีสายป่านทางการเงินยาวเหมือนกับธุรกิจใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องในระยะสั้นก็ทำได้ยากกว่า ผู้ให้ข้อมูลบางรายบอกว่า เดิมที่เคยมีเงินสดสำรองพอใช้จ่ายได้ถึง 90 วัน ตอนนี้แค่จะรักษาให้มีพอจ่ายสัก 15 วันก็หืดขึ้นคอแล้ว
เมื่อมีสภาพคล่องน้อย ต่อให้มีคำสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่จากลูกค้า ก็ไม่มีเงินไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตก่อนได้ ครั้นจะหันหน้าไปพึ่งสถาบันการเงิน ก็กังวลว่าตัวเองไม่มีหลักประกันพอ แถมพอมาดูบัญชีเงินฝากธนาคาร ตัวเลขก็ไม่ได้งามตา กว่าจะได้สินเชื่อก็ต้องออกแรงอธิบายและเตรียมเอกสารกันน่าดู ลูกค้าเก่ายังพอว่า ถ้าเป็นลูกค้าหน้าใหม่ หรือธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน ทางเลือกนี้แทบเป็นเรื่องไกลเกินฝันกันเลยทีเดียว
เมื่อโอกาสถูกลดทอน ธุรกิจที่เคยจะไปได้ดีก็เจอกับถนนขรุขระจนแทบเดินต่อไม่ได้ ความอ่อนแอที่เกิดขึ้น จึงกลายเป็นความเสียเปรียบเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีบริษัทใหญ่เป็นคู่แข่งอยู่เยอะ หรือมีการแข่งขันกันสูง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผลจากการสอบถามเพื่อให้ประเมินถึงผลกระทบที่ธุรกิจจะได้รับจากปัจจัยต่างๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ด้วยการให้คะแนนจาก 1 (กระทบน้อยที่สุด) ถึง 5 คะแนน (กระทบมากที่สุด) พบว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ได้ 4.7 คะแนน 2) ความไม่แน่นอนทางการเมือง ได้ 4.1 คะแนน 3) ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ ได้ 4.0 คะแนน 4) ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น 3.8 คะแนน และ 5) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ได้ 3.6 คะแนน
อีกประเด็นหนึ่งที่มีผลต่อชะตาชีวิตของเอสเอ็มอี คือ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศไทย ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้ให้ข้อมูล 19.5% ระบุว่า ดีอยู่แล้ว 76.8% จำเป็นต้องปฏิรูป และอีก 3.7% ไม่มีความเห็น สะท้อนให้เห็นว่า เอสเอ็มอีเกือบสี่ในห้ารู้สึกว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศไทยยังไม่เอื้อต่อการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถสร้างโอกาสและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
จากการสอบถามกลุ่มที่ระบุว่าจำเป็นต้องปฏิรูปว่ามีประเด็นใดบ้างที่จำเป็นต้องปฏิรูปในช่วง 1 ปีข้างหน้า (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 82.6% ระบุว่า ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล 74.5% การสร้างเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 64.2% การเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเพียงพอ 51.6% นโยบายที่จะช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป 48.1% พัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถผลิตคนรู้จักคิดรู้จักแก้ปัญหา 45.3% ส่งเสริมการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม 32.8% โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการเติบโต และอีก 22.7% เป็นเรื่องอื่นๆ เช่น ความช่วยเหลือทางวิชาการ การช่วยเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ เป็นต้น
การที่เอสเอ็มอีเกือบสี่ในห้าต้องการให้มีการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข โจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดให้ตกคือ ทำอย่างไรเอสเอ็มอีจึงจะสามารถเข้าถึงนโยบายและความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือการที่เอสเอ็มอีเกือบสองในสามระบุว่า การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข
แม้ว่าในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสและมีการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับเอสเอ็มอีที่มีอยู่เกือบ 2.8 ล้านราย แต่ถ้าการปฏิรูปขึ้นได้จริง และประเด็นที่เอสเอ็มอีเสนอไว้ได้รับการแก้ไข ก็เชื่อได้ว่า สถานการณ์ทางธุรกิจของเอสเอ็มอีจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน
ส่วนสำหรับสภาพของเอสเอ็มอีในวันนี้ บอกได้เลยว่า ไม่ได้สบายดีเหมือนเมื่อก่อน






