วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MH370 หายไป 70 วันแล้ว ใครบอกว่าจะไม่เกิดซ้ำอีก?

ถึงวันนี้เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซีย “หายโดยไร้ร่องรอย” แล้วประมาณ 70 วัน ไม่มีใครรู้ชะตากรรม

ของผู้โดยสาร 227 คน จาก 14 ประเทศและลูกเรืออีก 12 คน และไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องค้นหากันอีกยาวนานเพียงใด

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย เขียนบทความพิเศษลงใน Asian Wall Street Journal วันก่อน ยอมรับถึงความลึกลับซับซ้อนของเหตุการณ์นี้เพราะอธิบายไม่ได้จริง ๆ

“Nobody saw this coming, nobody knows why it happened, and nobody knows precisely where it is….”

แปลว่าไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเหตุการณ์นี้จะเกิด ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันจึงเกิด และไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เครื่องบินลำนี้อยู่ที่ไหน

เรื่องนี้จึงเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดอย่างยิ่งสำหรับมาเลเซียและยังเป็น “ความลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการการบินโลก”

การค้นหาเที่ยวบินมหัศจรรย์นี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของหลายประเทศที่มาช่วยกันค้นหา อีกทั้งยังได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระดับโลกมือฉมังมากมาย

นายกฯมาเลเซียยอมรับว่า แม้การค้นหาคราวนี้จะเป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและทหารของหลายประเทศที่ฝึกปรือด้านนี้เป็นการเฉพาะ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบริเวณที่ค้นหากว้างใหญ่ไพศาล

“ต้องยอมรับว่าภารกิจการค้นหา MH370 จะไม่จบลงได้เร็วหรือง่าย” นาจิบ ราซัคยอมรับ เท่ากับเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่สามารถจะตอบคำถามของญาติพี่น้องผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบินนี้มากมายก่ายกองว่าเกิดอะไรขึ้นและจะเกิดอะไรต่อไป

แต่ผู้นำมาเลเซียก็ยังยืนยันว่า มาเลเซียได้ทำหน้าที่ดีที่สุด แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่งานชิ้นนี้ต้องถือว่าเกินตัวและ “เกือบเป็นไปไม่ได้” เลย

ดังนั้นการที่มาเลเซียสามารถฝ่าข้ามปัญหา และอุปสรรคนานาประการทั้งการทูตและการทหาร อีกทั้งยังสามารถระดมความร่วมมือและช่วยเหลือจาก 26 ประเทศมาปฏิบัติการค้นหาที่ใหญ่ที่สุดในภาวะปกติ จึงต้องถือว่าเป็นผลงานที่น่าทึ่งเอามาก ๆ

นายกฯมาเลเซียต้องเขียนบทความนี้ เพื่อจะตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงจากหลาย ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้โดยสารที่ทุกวันนี้ ก็ยังรวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยข้อเท็จจริง

ที่น่าเห็นใจคือแม้นายกฯมาเลเซียเอง ก็คงตอบคำถามหลายข้อไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้ความจริงทั้งหมด

เขายอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีบทเรียนสำหรับมาเลเซียหลายด้าน

เช่นขาดการสื่อสารที่ฉับพลันทันการณ์ กว่าที่ศูนย์ควบคุมการบินจะสั่งการให้มีการค้นหาก็ผ่านไป 4 ชั่วโมงแล้ว

การที่เครื่องบิน “หายไป” ตรงเส้นแบ่งระหว่างสองประเทศ ทำให้เกิดความสับสนสำหรับหอบังคับการบิน เป็นข้ออ้างสำหรับการตัดสินใจช้ากว่าที่ควร

นาจิบ ราซัค อ้างว่าในกรณีเที่ยวบิน 447 ของสายการบินฝรั่งเศสที่ประสบโศกนาฏกรรมเมื่อปี 2008 นั่นก็มีปัญหาคล้ายกัน “และศูนย์บังคับการบินของเราก็สั่งให้ค้นหาเร็วกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ประมาณหนึ่งในสามของเวลา”

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหากสั่งค้นหาเร็วกว่านั้นจะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเที่ยวบินนี้ได้

แล้วจะทำอย่างไรต่อไป?

นายกฯมาเลเซียประกาศเลยว่า ยังไง ๆ เขาก็จะต้องค้นหาเครื่องบินลำนี้ต่อไป ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดก็ตาม

และคณะกรรรมการสอบสวนก็จะต้องดำเนินการต่อไป “เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีความผิดพลาดอะไร ที่เรียนรู้ได้จากกรณีนี้บ้าง”

แต่บทเรียนที่ว่านี้ไม่เฉพาะเจาะจงแต่มาเลเซียเท่านั้น นายกฯมาเลเซียบอกว่าวงการการบินโลกจะต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบว่า

เป็นไปได้อย่างไรในโลกอันทันสมัยวันนี้ ที่เครื่องบินลำเบ้อเร่ออย่าง Boeing 777 ทั้งลำจะหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยแม้แต่น้อย?

นี่เป็นยุคอินเทอร์เน็ต, ยุคสมาร์ทโฟน, เทคโนโลยี ที่สามารถจะแกะรอยทุกความเคลื่อนไหวของมนุษย์ แต่เครื่องบินทั้งลำไม่สามารถค้นหาเจอนี่เป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ที่ยังไม่มีใครมีคำตอบอย่างนั้นหรือ?

นายกฯมาเลเซียจึงเสนอให้มีการปรับปรุงระบบการเกาะติดเครื่องบินทุกลำแบบ real time ตลอดเวลาและจะต้องยกระดับมาตรฐาน ของระบบสื่อสารในเครื่องบินกับข้างนอก เช่นทรานสปอนเดอร์และระบบรายงานการสื่อสารของเครื่องบินหรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System (ACARS)

และต้องหาทางปรับปรุงให้ “กล่องดำ” มีอายุ 90 วันแทนที่จะเป็น 30 วันที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการค้นหาครั้งนี้ด้วย

และต้องให้กล่องดำสามารถบันทึกเสียงในห้องนักบินได้ยาวกว่า 2 ชั่วโมงสุดท้ายของบทสนทนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการค้นหาในอนาคตด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอของนายกฯมาเลเซีย ที่ยอมรับถึงข้อผิดพลาดมากมายหลายด้านจากกรณี MH370

แต่แม้จะรู้ข้อบกพร่องและแก้ไขกันหมดทุกข้อ ก็ไม่ได้แปลว่ากรณี “เครื่องบินหายไร้ร่องรอย” เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก!