ถึงวันนี้เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซีย หายโดยไร้ร่องรอย แล้วประมาณ 70 วัน ไม่มีใครรู้ชะตากรรม
ของผู้โดยสาร 227 คน จาก 14 ประเทศและลูกเรืออีก 12 คน และไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องค้นหากันอีกยาวนานเพียงใด
นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย เขียนบทความพิเศษลงใน Asian Wall Street Journal วันก่อน ยอมรับถึงความลึกลับซับซ้อนของเหตุการณ์นี้เพราะอธิบายไม่ได้จริง ๆ
“Nobody saw this coming, nobody knows why it happened, and nobody knows precisely where it is….”
แปลว่าไม่มีใครรู้มาก่อนว่าเหตุการณ์นี้จะเกิด ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันจึงเกิด และไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เครื่องบินลำนี้อยู่ที่ไหน
เรื่องนี้จึงเป็นปรากฏการณ์แปลกประหลาดอย่างยิ่งสำหรับมาเลเซียและยังเป็น “ความลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการการบินโลก”
การค้นหาเที่ยวบินมหัศจรรย์นี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อนเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของหลายประเทศที่มาช่วยกันค้นหา อีกทั้งยังได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระดับโลกมือฉมังมากมาย
นายกฯมาเลเซียยอมรับว่า แม้การค้นหาคราวนี้จะเป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและทหารของหลายประเทศที่ฝึกปรือด้านนี้เป็นการเฉพาะ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบริเวณที่ค้นหากว้างใหญ่ไพศาล
“ต้องยอมรับว่าภารกิจการค้นหา MH370 จะไม่จบลงได้เร็วหรือง่าย” นาจิบ ราซัคยอมรับ เท่ากับเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่สามารถจะตอบคำถามของญาติพี่น้องผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบินนี้มากมายก่ายกองว่าเกิดอะไรขึ้นและจะเกิดอะไรต่อไป
แต่ผู้นำมาเลเซียก็ยังยืนยันว่า มาเลเซียได้ทำหน้าที่ดีที่สุด แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่งานชิ้นนี้ต้องถือว่าเกินตัวและ “เกือบเป็นไปไม่ได้” เลย
ดังนั้นการที่มาเลเซียสามารถฝ่าข้ามปัญหา และอุปสรรคนานาประการทั้งการทูตและการทหาร อีกทั้งยังสามารถระดมความร่วมมือและช่วยเหลือจาก 26 ประเทศมาปฏิบัติการค้นหาที่ใหญ่ที่สุดในภาวะปกติ จึงต้องถือว่าเป็นผลงานที่น่าทึ่งเอามาก ๆ
นายกฯมาเลเซียต้องเขียนบทความนี้ เพื่อจะตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงจากหลาย ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้โดยสารที่ทุกวันนี้ ก็ยังรวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยข้อเท็จจริง
ที่น่าเห็นใจคือแม้นายกฯมาเลเซียเอง ก็คงตอบคำถามหลายข้อไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้ความจริงทั้งหมด
เขายอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีบทเรียนสำหรับมาเลเซียหลายด้าน
เช่นขาดการสื่อสารที่ฉับพลันทันการณ์ กว่าที่ศูนย์ควบคุมการบินจะสั่งการให้มีการค้นหาก็ผ่านไป 4 ชั่วโมงแล้ว
การที่เครื่องบิน “หายไป” ตรงเส้นแบ่งระหว่างสองประเทศ ทำให้เกิดความสับสนสำหรับหอบังคับการบิน เป็นข้ออ้างสำหรับการตัดสินใจช้ากว่าที่ควร
นาจิบ ราซัค อ้างว่าในกรณีเที่ยวบิน 447 ของสายการบินฝรั่งเศสที่ประสบโศกนาฏกรรมเมื่อปี 2008 นั่นก็มีปัญหาคล้ายกัน “และศูนย์บังคับการบินของเราก็สั่งให้ค้นหาเร็วกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ประมาณหนึ่งในสามของเวลา”
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าหากสั่งค้นหาเร็วกว่านั้นจะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเที่ยวบินนี้ได้
แล้วจะทำอย่างไรต่อไป?
นายกฯมาเลเซียประกาศเลยว่า ยังไง ๆ เขาก็จะต้องค้นหาเครื่องบินลำนี้ต่อไป ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดก็ตาม
และคณะกรรรมการสอบสวนก็จะต้องดำเนินการต่อไป “เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีความผิดพลาดอะไร ที่เรียนรู้ได้จากกรณีนี้บ้าง”
แต่บทเรียนที่ว่านี้ไม่เฉพาะเจาะจงแต่มาเลเซียเท่านั้น นายกฯมาเลเซียบอกว่าวงการการบินโลกจะต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบว่า
เป็นไปได้อย่างไรในโลกอันทันสมัยวันนี้ ที่เครื่องบินลำเบ้อเร่ออย่าง Boeing 777 ทั้งลำจะหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยแม้แต่น้อย?
นี่เป็นยุคอินเทอร์เน็ต, ยุคสมาร์ทโฟน, เทคโนโลยี ที่สามารถจะแกะรอยทุกความเคลื่อนไหวของมนุษย์ แต่เครื่องบินทั้งลำไม่สามารถค้นหาเจอนี่เป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ที่ยังไม่มีใครมีคำตอบอย่างนั้นหรือ?
นายกฯมาเลเซียจึงเสนอให้มีการปรับปรุงระบบการเกาะติดเครื่องบินทุกลำแบบ real time ตลอดเวลาและจะต้องยกระดับมาตรฐาน ของระบบสื่อสารในเครื่องบินกับข้างนอก เช่นทรานสปอนเดอร์และระบบรายงานการสื่อสารของเครื่องบินหรือ Aircraft Communications Addressing and Reporting System (ACARS)
และต้องหาทางปรับปรุงให้ “กล่องดำ” มีอายุ 90 วันแทนที่จะเป็น 30 วันที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการค้นหาครั้งนี้ด้วย
และต้องให้กล่องดำสามารถบันทึกเสียงในห้องนักบินได้ยาวกว่า 2 ชั่วโมงสุดท้ายของบทสนทนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการค้นหาในอนาคตด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอของนายกฯมาเลเซีย ที่ยอมรับถึงข้อผิดพลาดมากมายหลายด้านจากกรณี MH370
แต่แม้จะรู้ข้อบกพร่องและแก้ไขกันหมดทุกข้อ ก็ไม่ได้แปลว่ากรณี “เครื่องบินหายไร้ร่องรอย” เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก!






