ท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นิ่งฟู่ขุย (宁赋魁) แวะมาตั้งวงสนทนากับผมและคุณเทพชัย หย่อง
กับ คุณพนา จันทรวิโรจน์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายประเด็น เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไทยกับจีน อย่างได้สาระเนื้อหา
ผมตั้งข้อสังเกตว่า นักการทูตในคณะของท่านนั้น ล้วนเป็นคนหนุ่มคนสาว ท่านบอกว่าจริง ทุกวันนี้กระทรวงต่างประเทศของจีนส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ต่างจากสมัยก่อนมาก
ความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีน มีนัยสำคัญมาก เพราะว่านอกจากจะเอา “เลือดใหม่” เข้ามาทำหน้าที่เป็นนักการทูตรุ่นใหม่แล้ว วิธีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ของนักการทูตจีนก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
นักการทูตรุ่นใหม่ของจีนยิ้มแย้มแจ่มใสกว่ายุคเก่า สีหน้าไม่เคร่งเครียด ไม่ลึกลับเหมือนในอดีตที่ไม่กล้าพูดจาอย่างเปิดเผยกับคนทำสื่อ
ท่านทูต นิ่งฟู่ขุย พูดจาตรงไปตรงมา และตอบคำถามทุกประเด็นอย่างเปิดเผย อีกทั้งยังขอฟังบทวิเคราะห์จากผมและคุณเทพชัย ว่าด้วยการเมืองไทยและความสัมพันธ์ไทย-จีน อย่างสนใจอีกด้วย
ท่านทูตยืนยันความสัมพันธ์ลุ่มลึกระหว่างสองชาติ และแสดงความห่วงกังวลว่า ความขัดแย้งการเมืองในประเทศของไทยจะมีผลกระทบต่อไทยเอง และต่อการสร้างเสริมกิจกรรมร่วมกันของสองประเทศในหลายๆ ด้าน
ท่านยืนยันว่า รัฐบาลจีน พร้อมจะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกๆ ด้าน เพื่อเสริมสร้างด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ
อีกทั้งยังตอกย้ำความมุ่งมั่นที่รัฐบาลจีน จะมาลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย “เพราะว่าประเทศจีนมีความมั่นใจว่าข้อเสนอของเราถูกกว่าและมีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีประสบการณ์ด้านนี้อย่างมากด้วย”
ผมถามถึงการซื้อข้าวไทยของรัฐบาลจีน อย่างที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ท่านทูตชี้แจงว่าตอนที่นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง มาเยือนไทยเมื่อปีที่แล้ว มีการพูดถึงการช่วยเหลือประเทศไทย ด้วยการซื้อข้าวจากไทยกับคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นนายกฯ ขณะนั้น
แม้ว่า จะมีการพูดจากันว่าประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้รัฐบาลจีน ได้เข้ามาเสนอโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง และรัฐบาลจีนซื้อข้าวไทย แต่ก็ไม่ได้มีการลงนามในสัญญาแต่อย่างไร เพราะเกิดปัญหาการเมืองในประเทศไทยเสียก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลจีนก็ได้ซื้อข้าว 1 ล้านตันจากไทย แต่มิได้มีข้อตกลงว่าจะซื้อข้าวไทยเป็นจำนวนอีกเท่าไร เพราะว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเสียก่อน
ผมได้รับคำยืนยันเช่นกันว่า รัฐบาลจีนยืนอยู่ตรงกลาง ไม่ถือหางข้างใดในความขัดแย้ง ต้องการจะให้เห็นการหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะว่ายิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าไร ความเสียหายต่อประเทศไทย ก็จะมากขึ้นเพียงนั้น
สื่อมวลชนจีน ให้ความสำคัญมากกับข่าวการเมืองของไทย ท่านบอกว่าซีซีทีวีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าคนจีนมีความรู้สึกใกล้ชิดกับประเทศไทย นอกจากมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนเกิน 4 ล้านคนต่อปีแล้ว นักลงทุนจีนก็เห็นไทยเป็นจุดที่น่าสนใจไม่น้อย
หลายประเด็นของการสนทนา ที่เป็น off the record หรือ “ไม่เป็นข่าว” ซึ่งทำให้ผมเข้าใจถึงจุดยืนและวิธีคิดของท่านทูตและรัฐบาลจีน ได้อย่างลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม
ยิ่งทำให้เห็นว่า มีความเร่งด่วนและเร่งร้อนสำหรับประเทศไทย ที่จะต้องแก้ปัญหาตัวเองให้ได้โดยมิรอช้า หากว่าไม่ต้องการเสียโอกาสสำหรับประเทศชาติ...จริงๆ









