ความขัดแย้งทุกครั้ง สื่อมักถูกพาดพิง ถูกกล่าวหา ว่ามีส่วนร่วมทำให้เกิดความขัดแย้งที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งไม่มีใครปฎิเสธ
ในภาวะที่มีการปฎิวัติเทคโนโลยีสื่อสาร ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อได้ง่ายขึ้น คนที่เคยรับสื่อ มาทำหน้าที่สื่อเสียเอง สังคมจึงเต็มไปด้วยสื่อสาร ขณะที่การกำกับดูแล ทั้งองค์กรสื่อเอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ทำได้ลำบาก พัฒนาการช้ากว่าความรวดเร็วของเทคโนโลยี เมื่อประชาชน ไม่รู้เท่าทัน ฝังใจกับสื่ออย่างใด อย่างหนึ่ง ย่อมที่จะถูกตอกย้ำให้หลังเชื่อ ชักนำได้ง่าย เพราะคิดว่าทุกการสื่อสาร คือความถูกต้อง จนละเลยที่จะตั้งข้อสังเกตกับสื่อสารที่ตัวเองได้รับ ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมา สื่อจึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ ซ้ำเติมให้เหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็ถูกระดับหนึ่งในภาวะที่ควบคุมดูแลกันได้ลำบาก และตามมาด้วยข้อกล่าวหาการเลือกปฎิบัติ
ข้อกล่าวหาดังกล่าว นำมาซึ่งตลอดการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆมาหลายปี สื่อจึงมักจะถูกคุกคาม เห็นได้จากล่าสุดที่ กลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือ กปปส. กปปส.เข้าไปพรีทีวี 5 ช่องเพื่อให้ ถ่ายทอดการแถลงการณ์ของกลุ่ม กปปส.และห้ามนำเสนอข่าวจากฝ่ายรัฐบาลขณะที่ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส. ) ออกแถลงการณ์ห้ามการถ่ายทอดสัญญาณ หรือให้ความช่วยเหลือแก่แกนนำ กปปส โดยมีคำสั่งการให้ผู้บริหารสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกแห่งงดเว้น หรือยุติการให้การสนับสนุนตามที่ กปปส.เรียกร้องโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดทางอาญาและทางแพ่งจะเห็นว่าแต่ละฝ่ายพยายามจะดึง กดดัน บีบให้สื่อเลือกข้าง ซึ่งนั้นคือขัดแย้งกับหน้าที่ที่พึงกระทำของคนทำสื่อทั้งหลาย ซึ่งหากทุกฝ่ายเข้าใจหน้าที่ของกันและกัน ปัญหาการลิดรอนสื่อ คงไม่เกิดขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมา 2องค์กรสื่อ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที เริ่มจาก ให้กปปส.ยุติการกระทำดังกล่าวและยืนยันไปด้วยว่า ต้องไม่ไปกดดันให้กองบรรณาธิการข่าว ของสถานีโทรทัศน์ต่างๆนำเสนอข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และควรเคารพความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการต่างๆ ในการใช้ดุลพินิจในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป ที่สำคัญ จะต้องไม่ทำให้ทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆได้รับความเสียหายอย่างเด็ดขาด และต้องให้ความปลอดภัยและความสะดวก แก่พนักงานและผู้สื่อข่าวทุกคนของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ในสังกัดหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้มีความอิสระในการเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสาธารณะ โดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาล จะต้องไม่ยอมรับการถูกแทรกแซงหรือสั่งการจากฝ่ายรัฐบาล ให้นำเสนอข่าวสารเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ขณะที่การกระทำของ ศอ.รส.ก็เข้าข่ายการลิดรอนเสรีภาพ ในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างชัดแจ้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และ 46 อีกทั้งมิได้มีบทบัญญัติใดให้อำนาจ ศอ.รส. ในการแทรกแซงหรือครอบงำการทำงานของสื่อมวลชน ไม่ว่าฝ่ายเอกชนหรือรัฐบาล เพราะสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการศอ.รส. เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยความมั่นคง และกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจพิเศษในการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนเราเห็นว่าเป็นดีและถูกต้องที่ กปปส.ถอนมวลชนออกมาจากพรีทีวี ทั้ง 5 ช่องและเป็นการดีหาก ศอ.รส.ไม่ออกแถลงการณ์เพื่อบีบบังคับการทำหน้าที่ของสื่ออีก และหยุดการใช้ถ้อยคำที่เป็นการข่มขู่สื่อมวลชน ให้หวาดกลัวการดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อีกด้านหนึ่งสื่อมวลชนเอง ไม่นำเสนอข้อความ หรือการสร้างวาทกรรม รูปแบบต่างๆ ที่อาจสร้างความเกลียดชังจนนำไปสู่ความรุนแรงและขยายความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น มีการนำเสนอและผลิตซ้ำภาพเหตุการณ์ความรุนแรง อันจะนำไปสู่ความเคยชินของประชาชนผู้รับข้อมูล จนคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ส่วนสื่อนั้นๆจะรายงานข่าวถูกต้องอย่ามืออาชีพมากน้อยแค่ไหน ประชาชนทั้งหลายจะเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่หน้าที่ของ กปปส.หรือ ศอ.รส.









