วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญตอนปลายเดือนมีนาคม ผมประเมินว่าการจัดการเลือกตั้ง

ที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะยังจะมีฝ่ายที่ต้องการขัดขวางการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป และหากสามารถขัดขวางไม่ให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งและ/หรือขัดขวางการลงคะแนนเสียงในบางเขตในวันเลือกตั้งก็จะมีความเป็นไปได้สูงว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะขัดกับรัฐธรรมนูญอีก

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าประเทศไทยจะไม่สามารถอาศัยกระบวนการเลือกตั้งมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศได้อย่างปกติในปี 2014 นี้ ดังนั้น ผมจึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยซึ่งจะมีแต่รัฐบาลรักษาการจะขยายตัวได้เพียง 1.1% ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 2.5% ในปีนี้ ทั้งนี้ การมองภาพเศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีนี้ไม่แตกต่างกันมาก เพราะเรามีข้อมูลไตรมาส 1 ค่อนข้างจะเกือบครบถ้วน และสามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยคงจะหดตัวในไตรมาสแรกของปี และสำหรับไตรมาส 2 นั้นเศรษฐกิจก็น่าจะฟื้นตัวได้ไม่มาก เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังมิได้ลดทอนลงแต่อย่างใด จึงจะสรุปได้ว่าจีดีพีไทยในครึ่งแรกของปีนี้น่าจะไม่ขยายตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อย

หากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องสรุปว่าการคาดการณ์จีดีพีไทยจะขยายตัว 2.5% ในปีนี้ จะต้องประเมินว่าจีดีพีจะขยายตัวประมาณ 5% ในครึ่งหลังของปีนี้ กล่าวคือครึ่งแรกจีดีพีขยายตัว 0% แต่ครึ่งหลังขยายตัว 5% เพื่อให้จีดีพีทั้งปีสามารถขยายตัวได้ 2.5% ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวน่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อว่าจะมีรัฐบาลที่สามารถบริหารประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญภายในครึ่งหลังของปี

เป็นไปได้ว่าหลายฝ่ายได้ตั้งความหวังเอาไว้ว่าแม้จะจัดการเลือกตั้งไม่ได้แต่องค์กรอิสระก็จะสามารถปลดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ออก ทำให้สามารถแต่งตั้งนายกคนกลางมาบริหารประเทศและปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันมากในเดือนเมษายนและผมก็เห็นบทวิเคราะห์มากมายที่เสนอแนะให้รอฟังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งมีนัยว่าคำตัดสินดังกล่าวจะเป็นทางออกให้กับประเทศไทยได้ กล่าวคือมีการคาดการณ์ว่าการตัดสินจะถอดถอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งยวงและเปิดทางให้มีรัฐบาลคนกลางมาบริหารประเทศและ/หรือมีสถานการณ์ที่ทำให้ทหารเข้ามารักษาความสงบและนำเสถียรภาพกลับมาสู่การเมืองและเศรษฐกิจของไทย

แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ทำให้ผมยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลนั้นทำได้โดยวิธีเดียวคือการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการดำเนินการให้การเลือกตั้งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้นจะเกิดขึ้นได้ยากมากและมีความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งที่คาดการณ์ว่าจะมีขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคมนั้นอาจต้องเลื่อนออกไปหรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดปัญหา ทำให้มีโอกาสที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เป็นโมฆะอีก ทำให้ผมยังเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีที่ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเกือบทั้งปี ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจีดีพีจะขยายตัวเพียง 1.1%

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วก็จะต้องมีการเลือกตั้งและเมื่อมีสภาผู้แทนราษฎร์แล้วก็จะสามารถตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้ แต่ก็จะเป็นรัฐบาลที่มาบริหารประเทศในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 12-18 เดือน โดยรัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดปฏิรูปทางการเมืองโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มฉบับและนำร่างแก้ไขดังกล่าวไปสู่การลงประชามติ ปัญหาคือกระบวนการดังกล่าวคงใช้เวลานานและร่างแก้ไขก็อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็เป็นได้ แปลว่าจะต้องกลับมาตั้งต้นกันใหม่

ในขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ไม่น่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะหากจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (เช่นมาตรการลักษณะเดียวกับการคืนภาษีรถยนต์คันแรก) รัฐบาลก็จะถูกตำหนิว่ายังงมงายกับนโยบายประชานิยม ควรให้การปฏิรูปทางการเมืองที่จำกัดขอบเขตของนโยบายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อน ในอีกด้านหนึ่งหากรัฐบาลจะเสนอโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ก็คงจะถูกนำไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญและอาจถูกตีตกไปอีกได้ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเสนอมานั้นยังไม่มีโครงการใดเลยที่นำไปปฏิบัติและเกิดขึ้นจริง โดยโครงการสุดท้ายที่เกิดขึ้นและสร้างเสร็จจริงคือสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้านี้อาจคิดพึ่งพาภาครัฐไม่ได้มากนักและคงจะต้องอาศัยการส่งออกเป็นหลัก และผมก็ไม่เชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับปัจจุบันที่ 2% เพราะเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นและนโยบายการเงินที่พอจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวน่าจะเป็นนโยบายที่ดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนสนับสนุนการส่งออกมากกว่าความพยายามที่จะลดดอกเบี้ยลงครับ