ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในภาวะที่ "ไร้รัฐบาล" และแนวโน้มการเลือกตั้ง
ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้ ยังคงเป็นคำถามสำหรับ "ทางออกประเทศไทย" แม้ว่าฝ่ายกองเชียร์จะเห็นว่าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคดีการโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีมติเป็นเอกฉันท์ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรีสิ้นสุดลง ทำให้บรรยากาศที่อึมครึม คลี่คลายลงไปบ้าง แต่ยังไม่ใช่หนทางนำไปสู่การยุติความขัดแย้ง
เสียงจากภาคเอกชนบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในปีนี้ สุญญากาศทางการเมืองกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดีที่สุดอาจเติบโตเพียง 1% ย่ำแย่สุดอาจจะ "ติดลบ"
ความเห็นจากภาคเอกชน ต้องการให้เกิดความปรองดอง แก้ปัญหาทางการเมืองให้เร็วที่สุด "ทุกคนต้องถอยหลังคนละก้าว" ที่สำคัญ "ยึดประเทศชาติ" เป็นที่ตั้ง อย่าใช้ประเทศไทยเป็นตัวประกัน!!
ไทย เสียเวลาและเสียโอกาส จากปัญหาภายในประเทศเป็นอย่างมาก หากทุกฝ่ายยอมที่จะถอยคนละก้าว เชื่อว่าจะมองหาทางออกร่วมกันได้ไม่ยาก
ทั้งนี้ ความสงบทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย ในฐานะ ศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียน มีความได้เปรียบสูง ทั้งในทำเลที่ตั้งเป็นฮับกระจายสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตของชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง เป็นที่ต้องการของสินค้าและบริการต่างๆ ในฐานะฐานลูกค้าใหม่ แหล่งรายได้แห่งอนาคต
เชื่อกันว่า ไทย คือ ดาวรุ่ง ของอาเซียน เพราะว่ามีความพร้อมรอบด้าน ยกเว้น "การเมือง"
ปัญหาการเมืองภายในประเทศ หากเป็นนักลงทุนที่มีความคุ้นเคยกับประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว กลุ่มนี้จะยังมีการลงทุนต่อเนื่อง เพราะว่าเคยชินกับสภาพการณ์ต่างๆ เชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรง และศักยภาพประเทศไทยในระยะยาว จากองค์ประกอบต่างๆ โดยเฉพาะปริมาณนักท่องเที่ยวเข้าไทยเฉลี่ย 25-26 ล้านคนต่อปี สูงสุดในอาเซียน ซึ่งประเมินว่าอีก 5 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มขยับเพิ่มเป็น 40 ล้านคน เป็นรากฐานสำคัญนอกเหนือจากกำลังซื้อในประเทศ ที่สามารถ "ต่อยอด" เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ยาวนาน
ขณะที่นักลงทุนที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แน่นอนว่าทำได้เพียงติดตามสถานการณ์และชะลอการลงทุนออกไปเรื่อยๆ หรือหากว่ารอไม่ไหว อาจมองฐานลงทุนใหม่ที่ไม่ใช่ประเทศไทย
การลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับชะงักงันพร้อมๆ กัน ย่อมฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งตัวลงอย่างต่อเนื่อง กว่าจะกลับมาผงกหัว ไต่ระดับเส้นกราฟกลับขึ้นมา ต้องใช้เวลาเช่นกัน แต่ประเทศไทยรอได้นานแค่ไหน ท่ามกลางคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งขยายโครงข่ายสาธารณูปโภค พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กันเต็มที่
เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤติ พลิกฟื้นความเชื่อมั่นในการลงทุน การบริโภค กลับคืนมาโดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายการเมืองต้องเร่งปฏิรูปการเมือง นำการเมืองสู่ความสงบ และทำให้เกิดเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ทะยานสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง






