ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านนำบทความนี้มา ตัดหน้า บทความตอนต่อของเรื่อง การเรียนรู้จากเพื่อนบ้าน : กรณีบังซาโมโร นะครับ
เนื่องจากว่าวันพุธ (7 พ.ค.) มีรายการใหญ่ทางการเมืองเกิดขึ้น จึงอยากจะมีส่วนร่วมกับการเมืองบ้านเราสักหน่อยหนึ่งครับ
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย และประชาธิปไตย” เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ เสนอให้นายกรักษาการลาออก ข้อเสนอหลักของผมประการหนึ่ง ได้แก่ การโต้แย้งข้อสรุปของคนจำนวนหนึ่งที่เน้นว่าการรักษานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เอาไว้เท่ากับการรักษาประชาธิปไตย (รวมทั้งที่เธอพูดเองด้วย) ผมเสนอแย้งว่าการรักษานายกรัฐมนตรีรักษาการยิ่งลักษณ์ ไม่เท่ากับการรักษาประชาธิปไตย เพราะผมเห็นว่าเธอทำงานไม่ได้ ไม่ใช่เพราะม็อบ กปปส. หากแต่เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีรักษาการการบริหารประเทศไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารระบบราชการที่เป็นแขนขาของการทำงาน หรือการบริหารการเมือง การเมืองและการบริหารประเทศกลายเป็น “ส่วนแตกย่อย” (Fragmented) มากขึ้น หาคนรับผิดชอบในภาพรวมไม่ได้
หลังจากนั้นผมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอให้นายกรัฐมนตรีรักษาการลาออก โดยชี้ให้เห็นว่าคนที่พูดว่าลาออกไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าจะต้องให้อยู่รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เป็นการพูดที่ไม่ได้อ่านกฎหมายเพื่อให้ทำงานได้ หากแต่อ่าน/อ้างกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง คำถามง่ายๆ คือนายกรักษาการตายได้ไหม หากตายได้ ก็ย่อมลาออกได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญแต่ประการใด และผมเสนอให้ตั้งปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเข้ารับหน้าที่บริหารบ้านเมืองแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่จากนั้นก็เปลี่ยนให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่บริหารชั่วคราวเพื่อแก้ไข/ปฏิรูประบอบการปกครองในช่วงเวลาหนึ่งแล้วเลือกตั้งกันอีกครั้งหนึ่ง
ในวันนี้ ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีรักษาการกำลังจะวางหมากแก้เกมการเมืองไปในทิศทางนี้ครับ ลองดูการเดินแผนนะครับ ที่สำคัญ ได้แก่ การนัดประชุมปลัดกระทรวงทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ใช่เพื่อตรวจกำลังอย่างธรรมดา หากแต่เริ่มจับตามองว่าปลัดกระทรวงคนไหนจะแข็งข้อในอนาคต พร้อมกันนั้น ต่อมาก็สั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมที่มีท่าทีเข้ากับฝ่ายตรงกันข้ามอย่างชัดเจน ลองคิดดูนะครับ หากไม่คิดที่จะใช้ฐานปลัดกระทรวงเข้ามารับภาระรัฐบาลรักษาการ จะย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมทำไม ในเมื่อตนเองยังถูกคดีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ทำเอาเสียศูนย์ไปแล้ว
รัฐบาลรักษาการอาจจะรู้แกวมาก่อนแล้วก็ได้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็เล็งที่จะเล่นเกมให้ปลัดกระทรวงขึ้นมาทำงานบริหารชั่วคราว ก็เลยย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมเสียเลย เพราะหากปลัดกระทรวงทั้งหมดโหวตกันว่าใครควรจะขึ้นมาเป็นนายกรักษาการแทน ปลัดกระทรวงยุติธรรมน่าจะมาอันดับแรกสุด
ผมคิดว่าน่าสนใจมาก หากนายกรัฐมนตรีรักษาการและพรรคเพื่อไทยเลือกทางออกทางนี้ เพราะอย่างไรก็ตาม ประเทศจะมีไม่มีทางมีสุญญากาศทางการเมืองอย่างที่ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลหลังเอาไว้ หรือ ฝ่ายพรรคเพื่อไทยพยายามจะอ้างว่าหากนายกรัฐมนตรีรักษาการมีความผิดแล้วจะเกิดปัญหาสุญญากาศทางการเมือง เพราะก็ต้องเลือกเอาผู้มีอำนาจลดหลั่นกันไป มาทำงานบริหารการเมืองแทน ท่านคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็พูดไว้อย่างชัดเจนแล้วในเรื่องที่ไม่มีทางที่จะเกิดสุญญากาศอย่างที่นำมากล่าวกันทั่วไป
หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายกรัฐมนตรีรักษาการและ/หรือรัฐมนตรีทั้งหมดสิ้นสถานภาพ และนายกรัฐมนตรีรักษาและพรรคเพื่อไทยเลือกทางแก้หมากการเมืองด้วยการให้ปลัดกระทรวงขึ้นมาทำงานบริหารชั่วคราว ก็จะกลายเป็นทางออกการเมืองของประเทศได้อย่างดี เพราะไม่สามารถจะบอกได้ว่าปลัดกระทรวงที่เป็นข้าราชการประจำนั้นไม่มีความเป็นกลาง เพราะแม้ว่าจะเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง ข้าราชการประจำย่อมต้องพยายามไต่ลวดความเป็นกลางอยู่ตลอด เพราะประเมินไม่ได้ว่าใครมาจะเป็นรัฐมนตรีต่อไป จึงย่อม “รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” เอาไว้ก่อน
หากเลือกทางแก้หมากการเมืองเช่นนี้ ก็ตัดทางของการตั้ง “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ที่มาจากไหนไม่รู้ออกไปทันที การเคลื่อนไหวของขบวนมหาประชาชนก็ย่อมจะแผ่วลงและจบลงอย่างแน่นอนในเวลาไม่นานนัก เพราะนายกรัฐมนตรีรักษาการเชื้อสาย “ทักษิณ” ก็ออกจากอำนาจไปแล้ว ระบอบทักษิณสลายไปแล้วที่เหลืออยู่คือระบอบราชการ
ปลัดกระทรวงต่างๆ ก็คงต้องออกมาประกาศตัวว่าตนเองเป็น “ข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เพื่อให้มวลมหาประชาชนสบายใจและเดินออกจากขบวนการของสุเทพ เทือกสุบรรณ
เกมการเมืองหมากนี้ก็จะผลักดันทุกอย่างให้หันเข้ามาสู่การเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมลงเลือกตั้งอีก ก็คงต้องบอกว่าเสียใจด้วยที่โอกาสทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ก็จบลงไปด้วยเช่นกัน พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์เคยตัดสินใจผิดบอยคอร์ตการเลือกตั้งหลังล้มมาร์กอสก็พบกับภาวะจวนเจียน “ล่มสลาย” เลยทีเดียว
ความขัดแย้งทั้งหลายที่คุกรุ่นมาตลอดหลายเดือนก็จะบรรเทาลงทันที จากนั้นกระบวนการทางการเมืองก็จะเคลื่อนไปสู่การเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ ที่พูดถึงการปฏิรูปก็คงต้องรักษาคำพูดของตนเอาไว้ว่าหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะตั้งสภาปฏิรูป เมื่อสภาปฏิรูปทำงานเสร็จภายในหนึ่งปี ก็จะจัดให้มีการลงประชามติ (หากสภาปฏิรูปแก้ไขรัฐธรรมนูญ) จากนั้นก็จะลาออกแล้วเลือกตั้งกันอีกครั้งตามแนวทางของการปฏิรูป
ผมเขียนบทความนี้ในวันพุธก่อนเที่ยงที่จะมีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครับ หากผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะครับ สิ่งที่เสนอมาทั้งหมดอาจจะดู “โลกสวย” หน่อยนะครับ แต่หวังว่า "โลกจะสวยขึ้นมาบ้าง" ขุ่นมัวมานานแล้ว









