วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธรรมจากมหรสพ

ผู้เขียนไม่ได้ดูภาพยนตร์ในโรงบ่อยนัก หากนับจริงๆ ก็น่าจะไม่ถึง 5 ครั้งต่อปี ได้ดูบ่อยบ้างก็ผ่านเคเบิลทีวีที่เป็นสมาชิกอยู่

รวมทั้งหาดูเรื่องที่สนใจในเว็บไซต์ยูทูป โดยเฉพาะภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยดูเมื่อตอนเป็นเด็กแล้วชอบ ซึ่งมีผู้อัพโหลดไว้เป็นจำนวนมาก หลายเรื่องดูแล้วพิจารณาข้อคิดคำคมที่ปรากฏในภาพยนตร์ ก็ทำให้รู้และเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมาได้เหมือนกัน

ในบรรดาที่ได้ดูผ่านเว็บไซต์ยูทูปคือภาพยนตร์เรื่อง สบายดีหลวงพระบาง หรือ สวัสดีหลวงพระบาง (ภาษาอังกฤษ ใช้ว่า Good Morning Laungprabang) เป็นภาพยนตร์ที่ร่วมทุนสร้างระหว่างนักสร้างภาพยนตร์ลาวและไทย กำกับการแสดงโดยสองผู้กำกับไทยและลาว คือ ศักดิ์ชาย ดีนาน และ อนุสอน สิริสักดา ออกฉายเมื่อหลายปีมาแล้ว ประสบความสำเร็จขั้นดีทั้งในลาวและไทย โดยเฉพาะในไทยนั้น สามารถสร้างกระแสให้คนสนใจไปเที่ยวลาว ตามสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์มากขึ้น ทำให้นางเอกภาพยนตร์ลาวคือ คำลี่ พิลาวง ซึ่งแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของลาวเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้แก่นเรื่องก็เป็นเรื่องความรักของหนุ่มสาวที่ไม่ต่างจากหนังรักเรื่องอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายจนนับไม่ไหว ซึ่งในเรื่องเป็นความรักระหว่างพระเอกช่างภาพหนุ่มชาวไทยกับนางเอกไกด์สาวชาวลาว ที่ฝ่ายหลังได้รับการว่าจ้างจากฝ่ายแรกให้พาไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ค่อยพัฒนาความสัมพันธ์เป็นความรักลึกๆ ในใจของแต่ละฝ่าย แล้วจบลงด้วยการลาจาก นี่เป็นความโรแมนติกที่ตรงกับใจหนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังแสวงหาความรักและกำลังมีความรัก สิ่งที่ประทับใจผู้ชมก็น่าจะเป็นความน่ารักของพระเอกนางเอก ผู้ชมชาวไทยคงชื่นชอบความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่อง วัฒนธรรม วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศลาว ความเรียบง่าย คุณธรรม ความซื่อสัตย์ ซื่อตรงที่สะท้อนผ่านการกระทำและคำพูดของตัวละคร สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนไทยเรากำลังโหยหา เพราะดูเหมือนว่าหาไม่ค่อยมีแล้วในสังคมของตน จึงหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวประเทศลาว เป้าหมายสำคัญคือหลวงพระบาง หลังได้ชมภาพยนตร์แล้ว

แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจมากกว่าเรื่องอื่นก็คือ ถ้อยคำสนทนาของตัวละครที่ปรากฏในหลายฉากเป็นเรื่องที่น่าขบคิด สะท้อนความคิด ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ของชาวลาวและชาวไทยผ่านพระเอกนางเอกได้ดีมาก ดังจะยกตัวอย่างมาพิจารณาดังนี้

ฉากแรก พระเอกนางเอกโต้แย้งกันเรื่องจ่ายค่าจ้างเรือให้มารับ แต่ปรากฏว่าทั้งสองมาช้ากว่าเวลานัดหมายจึงไม่เจอเรือ นางเอกบอกว่าเรือต้องมาแน่นอน เพราะจ่ายเงินค่าจองไปแล้ว พระเอกบอกว่า การจองเรือนั้นต้องไม่จ่ายเงินเขาจึงจะมารับ เขามารับแล้วค่อยจ่าย ถ้าจ่ายก่อนเขาก็ไม่มารับเพราะได้เงินแล้ว แต่นางเอกยืนยันว่า จ่ายเงินก่อนจึงเป็นการจอง เมื่อจ่ายเงินแล้วเขามารับแน่นอน แต่พระเอกดูจะไม่เชื่อว่าเมื่อคนได้เงินไปแล้วจะยังกลับมารับอีก เขาเชื่อว่าคนขับเรือจะไม่ซื่อสัตย์ พูดง่ายๆ ก็คือเบี้ยวแน่นอน ซึ่งปรากฏว่ารอจนมืดค่ำ เรือก็ไม่มารับ ทั้งสองจึงต้องไปขอพักอาศัยที่บ้านของชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ท่าเรือ

ฉากที่สอง พระเอกนางเอกกินข้าวเย็นกับเจ้าของบ้านที่ตนมาพักค้างคืนด้วย พอกินเสร็จก็ควักเงินยื่นให้เจ้าของบ้านเพื่อตอบแทนที่ให้พักค้างคืนด้วย เจ้าของบ้านสองสามีภรรยามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ นางเอกรับเงินจากมือพระเอกแล้วยัดใส่ไว้ในกระเป๋าที่ขากางเกงของพระเอกพร้อมสั่นหัวเป็นการบอกว่าไม่ต้องทำแบบนี้ ภายหลังนางเอกอธิบายว่า การให้เงินแก่เจ้าของบ้านนั้นจะเป็นการดุถูกพวกเขา เพราะเราเป็นเหมือนแขกของเขา การตอบแทนน้ำใจก็คือการช่วยเขาทำงาน ไม่ใช่ให้เงินพวกเขา

นี่เป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของคนที่มาจากต่างสังคมต่างวัฒนธรรมต่างวิถีชีวิต พระเอกมาจากสังคมที่เรียกว่าทุนนิยมหรืออะไรก็ตามที่ใช้เงินเป็นเครื่องตอบแทน แทบทุกสิ่งทุกอย่างตีค่าเป็นเงิน แต่นางเอกนั้นอยู่ในด้านตรงกันข้าม เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ใช้แทนเงินได้ ซึ่งทำให้พระเอกเรียนรู้ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ตนไม่เคยรู้

ความจริงที่ว่าคนซื่อสัตย์นั้นยังมีอยู่ในโลกนี้ เพราะตอนเช้าคนขับเรือมารับทั้งสองที่ท่าเรือ โดยบอกว่า เมื่อวานนี้มารอตามเวลานัดอยู่นาน ไม่เห็นมาจึงกลับไปก่อนแล้วกลับมารับในตอนเช้า ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นเช่นที่ประเทศของพระเอก คนขับเรืออาจจะไม่มาในตอนเช้าเพราะมาตามนัดในตอนเย็นเมื่อวานแล้ว ถือว่าทำตามสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้พระเอกต่อว่านางเอกด้วยกลัวจะสูญเงินเมื่อนางเอกบอกว่าจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อจองเรือแล้ว

ผู้เขียนเห็นว่า เรื่องราวที่ปรากฏในภาพยนตร์ดังที่ยกมานี้ เป็นเรื่องสำคัญ ความมีน้ำใจของชาวลาวที่ปรากฏในฉากพระเอกนางเอกไปพักกับชาวบ้านนั้น ทำให้นึกถึงถ้อยคำที่สะท้อนวิถีชีวิตไทยสมัยก่อนหลายคำ เช่น “พริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้” “น้ำใสใจจริง” ซึ่งร้อยรัดหล่อหลอมให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชนิดที่ “แม้แต่หมายังไม่อดตาย” ก่อนที่คลื่นแห่ง “ทุนนิยม” จะถาโถมเข้ามาครอบงำไว้เกือบจะเบ็ดเสร็จแล้วในวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างตีค่าเป็นเงิน เป็นค่าจ้าง เป็นค่าตอบแทน หาคนเรือที่ซื่อสัตย์แบบรับเงินก่อนแล้วค่อยมารับคนทีหลังไม่ค่อยมีแล้ว ดังที่พระเอกโวยวายนางเอกนั่นเอง

ผู้เขียนดูไปก็นึกถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในหมวดสังคหวัตถุสี่ อันเป็นธรรมแห่งการสงเคราะห์กันของมนุษย์ ผู้คนในบ้านเกิดเมืองนอนของนางเอกในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังดำรงตนอยู่ในหลักแห่งสังคหวัตถุสี่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ จึงทำให้ยังมีความสงบ ความสุข ความเจริญทางใจ คนขับเรือซึ่งถือว่าธุรกิจประเภทหนึ่ง หากเขาไม่มีสังคหวัตถุประจำใจแล้วก็คงไม่กลับมารับในตอนเช้า รวมทั้งพ่อบ้านแม่บ้านที่พระเอกนางเอกได้อาศัยค้างคืนก็คงจะรีบรับเงินไว้ด้วยความกระหยิ่มใจ ดังนั้น คนที่ได้ชมภาพยนตร์นี้แล้ว โดยเฉพาะคนไทย ที่โหยหาน้ำใจ กระหายที่จะเห็นความซื่อสัตย์สุจริตในสังคมของตน ซึ่งแทบจะเหือดหายไปแล้วนั้น ก็ควรที่จะพิจารณานำมาใช้ นำมาประพฤติเช่นเดียวกับบรรดาผู้คนที่ปรากฏในภาพยนตร์ สังคมของเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

ผู้เขียนพยายามชมมหรสพเครื่องบันเทิงด้วยการพิจารณาธรรมไปด้วยก็ให้ได้ความคิดดีๆ หลายประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พยายามตามรอยพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะที่ดูมหรสพจนพิจารณาเห็นความจริงแห่งทุกข์แล้วออกบวชจนเป็นพระอรหันต์ แต่เราคนธรรมดาที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาก็เพียงแต่ได้รับความคิดดีๆ นำมาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง ก็นับว่าคุ้มค่าแก่ความบันเทิงแล้ว