ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เรื่องวิธีการ จนถึงเนื้อหาสาระรายประเด็น แต่ไม่ว่าข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์จะถูกหยิบนำมาพิจารณาหรือไม่ในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงเพื่อหาทางออกทางการเมืองกันได้ ก็เชื่อว่าแนวทางการปฏิรูปหรือความพยายามหาทางออกทางการเมือง คงไม่ต่างไปจากนี้มากนัก จะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็ตรงรายละเอียด
อันที่จริง ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์นั้นแทบจะไม่มีอะไรใหม่ในกระแสการปฏิรูปในขณะนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการพูดถึงกันแทบทุกแง่มุม แต่ไม่น่าเชื่อก็คือในช่วงแรกของความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ทุกฝ่ายสนใจการปฏิรูปกันอย่างมาก แม้แต่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากับเขาด้วย แต่ขณะนี้กระแสปฏิรูปได้รับความสนใจขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเลิกพูดกันไปพักใหญ่ เพราะพูดกันจนเบื่อ เนื่องจากไม่มีผลใดในทางปฏิบัติ ท่ามกลางเกมการเมืองที่มุ่งไปที่การเอาแพ้-ชนะด้วยระบบเลือกตั้ง
ความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่าครึ่งปี แต่ประเด็นข้อถกเถียงยังไม่ต่างไปจากเดิม ระหว่างการเลือกตั้งก่อน หรือ การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าประเด็นการถกเถียงของสังคมในเรื่องนี้กินเวลาที่ยาวนานมาก ทั้งๆ ที่เป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผล"คนละชุด"ในการสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนเอง จนดูเหมือนว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ยังไม่อาจหาข้อยุติได้โดยเร็ว และยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาสาระของการปฏิรูปว่าจะปฏิรูปอะไรและดำเนินการอย่างไร
หากใครติดตามข้อถกเถียง นับตั้งแต่ความขัดแย้งทางการเมืองปะทุขึ้น จากความพยายามเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเกิดความขัดแย้งทางความคิดสองขั้ว คือ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กกปส.) กับพรรคเพื่อไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเป็นกลุ่มความคิดใหญ่ที่เกิดความขัดแย้ง และจนบัดนี้ประเด็นความขัดแย้งก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ แม้มีหลายฝ่ายพยายามหาทางออกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะกังวลว่าอาจนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ในสังคมไทย แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีเวทีในการพูดคุยอย่างจริงจัง แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อมีความพยายามจัดเวทีในการพูดคุยขึ้นมา ก็มักจะถูกมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวงว่ามีการ "ตั้งธง" มาก่อน หรือ ไม่ไว้วางใจว่าจะเป็นเวทีที่แท้จริงได้ รวมถึงความคิดแบบ "การเมืองแท้ๆ "ที่มองทุกอย่างเป็นเกมการเมือง หากตนเองเสียเปรียบก็จะไม่เข้าร่วม จนในที่สุดก็ไม่สามารถเป็นเวทีเจรจากันได้
แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอคือการแถลงผ่านสื่อ หรือใช้สื่อของตัวเองในการเสนอมุมมอง จึงทำให้การแก้ปัญหาการเมืองจึงไม่สามารถแก้ได้ เพราะแต่ละฝ่ายก็จะตอบโต้กันไปมา จนหาเนื้อหาสาระอะไรไม่ได้ นอกจากการตอบโต้จากมุมมองของตัวเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ความขัดแย้งแบบ "ปิงปอง" ตีโต้กันไปมาจนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูป แม้แต่พรรคเพื่อไทย แต่การปฏิรูปไม่อาจแก้ได้ด้วยวิธีการแบบ "ปิงปอง" ตราบใดที่ยังไม่เลิกวิธีการเช่นนี้ การปฏิรูปหรือทางออกทางการเมืองก็ยังเลือนราง






