มองไปข้างหน้า ทางออกของบ้านเมืองยังต้องเป็นเรื่อง ปฏิรูป ที่ต้องโยงกับการ เลือกตั้ง
หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ความสงบไม่กลับมาแน่นอน
เพราะว่า การเมืองไทย "เน่า" มายาวนาน ความศรัทธาต่อ “นักการเมือง” หดหาย คอร์รัปชันในแวดวงการเมืองและราชการฝังรากลึก และความฉ้อฉลในกระบวนการเลือกตั้ง เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้คนขาดความเลื่อมใส ในคนที่ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย
เมื่อ “ตัวแทน” ไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้ สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะต้องมีการซ่อมแซมและปัดกวาด
และนั่นคือ ที่มาของการเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” ก่อนการ “เลือกตั้ง”
แต่เมื่อมีการกำหนดวันเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลรักษาการกับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือว่า จะมีการ “ปฏิรูป” กันหรือไม่ และจะทำกันอย่างไร จึงจะให้ประชาชนส่วนใหญ่กลับมามีความเลื่อมใสศรัทธาต่อการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง?
ข้อเสนอของ “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” ให้มีการ “เชื่อมโยง” อย่างชัดเจน ระหว่างการเลือกตั้งครั้งต่อไปกับการปฏิรูป จึงเป็นทางออกที่ควรจะได้รับการพิจารณาจากทุกฝ่ายในความขัดแย้ง
เพราะหากว่า แต่ละฝ่ายดึงดันที่จะเดินหน้าตามเงื่อนไขของตนเอง การเดินหน้าเข้าคูหาเลือกตั้ง ก็จะไม่นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และประเทศไทยก็ไม่อาจจะกลับไปสู่ “ประชาธิปไตย” ในความหมายที่แท้จริงได้
เพราะว่า “ประชาธิปไตย” ที่จะมีผลดีต่อสังคมนั้น จะต้องเคารพในความเห็นต่าง และนำเอาความเห็นที่สอดคล้องมาเป็นพลังให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น เป็นอุปสรรคต่อการแก้วิกฤติของบ้านเมือง
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม คือ การให้การเลือกตั้งครั้งหน้านี้เป็นการนำไปสู่การปฏิรูป นั่นคือ ให้เป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อการปฏิรูป อาจจะอยู่ในตำแหน่ง 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง เพื่อแก้ไขกติกาบ้านเมืองไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง จากนั้นจึงจะมีการเลือกตั้งเพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้แม้จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เป็นวันที่ 20 กรกฎาคม แต่บ้านเมืองก็ยัง “ไม่เป็นปกติ” ดังนั้น จะทำประหนึ่งว่าปัญหาทุกอย่างคลี่คลายแล้ว กลับไปสู่ “ความปกติ” ด้วยการไปหย่อนบัตรเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ย่อมเป็นการนำประเทศกลับไปสู่ภาวะวิกฤติอีกรอบหนึ่ง เท่านั้น
ข้อเสนอที่มีเหตุมีผล และไม่เอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง คือ การให้การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการปฏิรูป ดังนั้น พรรคการเมืองจะต้องหาเสียงด้วยการบอกกล่าวกับประชาชนว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร
ทุกพรรคต้องหาเสียงเรื่องปฏิรูป ไม่ใช่เสนอนโยบายประชานิยม หรือ ทำแบบที่ “นักเลือกตั้ง” ทำมาตลอดเวลาอันยาวนานของการเมืองไทย
เพราะว่า การหาเสียงแบบเดิมนั่นเอง คือที่มาของวิกฤติบ้านเมืองในวันนี้
ข้อเสนอนี้ ขอให้นักการเมืองที่เป็นคู่กรณี “เว้นวรรค” ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อให้การปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่มีความขัดแย้ง หรือไม่มี “วาระซ่อนเร้น” ในอันที่จะหวนกลับไปสู่วิธีคิดและการปฏิบัติในแบบของตนอีกด้วย
ความจริง ข้อเสนอเช่นนี้ได้รับเสียงขานรับจากหลายวงการพอสมควร แต่ “ตัวละครเอก” คือ นักการเมืองค่ายต่างๆ ยังลังเล เพราะกลัวว่าจะเสียผลประโยชน์และสถานะของตน ซึ่งก็แปลว่า ผู้ที่เป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งนี่เอง คือ ตัวปัญหาของบ้านเมือง อย่างปฏิเสธไม่ได้
แต่หากว่า คู่กรณีไม่เสียสละ บ้านเมืองก็หลุดจากหล่มการเมืองนี้ไม่ได้
ทางออกนั้นมี บ้านเมืองไม่ถึงทางตัน แต่นักเลือกตั้งต่างหาก คือ อุปสรรคของระบอบประชาธิปไตย...ตัวจริง









