ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาต่างยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมก็ติดลบ 3.1%
เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่การนำเข้าก็หดตัวมากถึง 14.2% ทั้งนี้ การส่งออกที่หดตัวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะเราทราบกันดีว่าการใช้จ่ายภายในประเทศนั้นไม่น่าจะกระเตื้องได้อยู่แล้ว อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่น่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกได้หลายเดือน
ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงตั้งความหวังเอาไว้กับการส่งออกเป็นหลัก แต่เวลาผ่านมา 3 เดือนแล้วการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ก็ยังติดลบอยู่ 1% ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดหวังกันว่าการส่งออกจะขยายตัวประมาณ 3.5-4.0% ในปีนี้และเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ปรากฏว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมนั้นขยายตัวเพียงเล็กน้อย ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรยังติดลบอยู่ส่วนหนึ่งเพราะราคาสินค้าเกษตรค่อนข้างตกต่ำโดยเฉพาะราคายางธรรมชาติ
ในส่วนของการนำเข้านั้นชะลอตัวลงมากกว่าการส่งออกเพราะลดลงถึง 15% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยลดการนำเข้าทองคำลงเป็นจำนวนมาก คงจะเป็นเพราะมิได้มีการเก็งกันว่าราคาทองจะปรับตัวเพิ่มขึ้นและคงจะมีสต็อกทองในประเทศเพียงพอกับความต้องการแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการชะลอตัวลงอย่างมากของการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบประเภทต่างๆ รวมทั้งการปรับลดลงอย่างมากของการนำเข้าชิ้นส่วนยานพาหนะ ซึ่งแสดงว่าการลงทุนและการผลิตในอนาคตมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตรงนี้แปลว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะยังชะลอตัวอีกหลายเดือน แม้จะมีข้อดีคือประเทศไทยเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด กล่าวคือคนไทยตอนนี้ใช้เงินน้อยกว่ารายได้ ทำให้เงินบาทมีเสถียรภาพและมีแนวโน้มจะแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า ซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยลดทอนเงินเฟ้อ แต่ค่าเงินก็จะไม่มีส่วนสนับสนุนให้การส่งออกกระเตื้องขึ้น ทั้งนี้ ครั้งสุดท้ายที่ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมากก็เป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 ที่ทำให้มาใช้คืนเจ้าหนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเอ็มเอฟ แต่ในครั้งนี้เศรษฐกิจในประเทศก็ตกต่ำลงอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย
ในครั้งนี้ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะซึมยาวในปี 2014 คาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัว 1.1% แต่ก็หวังว่าปัญหาการเมืองจะคลี่คลายภายในปีนี้ ทำให้จีดีพีขยายตัวได้ 4% ในปีหน้า แต่ทั้งนี้เสียงส่วนใหญ่ยังมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยดีกว่า โดยสรุปได้จากตารางประกอบ
แม้ว่าเฉลี่ยการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ 20 รายจะยังสูงกว่าการคาดการณ์ของภัทรอยู่มากในปี 2014 แต่ก็เห็นได้ว่าหลายฝ่ายกำลังปรับการคาดการณ์ลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าการชะลอตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจในปี 2014 นั้นน่าจะไม่เป็นประเด็นอีกต่อไปแล้ว เพราะเชื่อว่าในที่สุดคงจะเห็นพ้องต้องกันว่าจีดีพีไทยน่าจะขยายตัวประมาณ 1-2% แต่ประเด็นที่สำคัญคือจีดีพีไทยจะฟื้นตัวได้ดีมากน้อยเพียงใดในปี 2015 ซึ่งเดิมที่เคยคาดหวังกันว่าน่าจะขยายตัวใกล้ๆ 5% แต่น่าจะถูกปรับลงมาใกล้ 4% มากกว่า
ประเด็นสำคัญก็ยังอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนานเท่าใด ผมเชื่อว่าการคาดการณ์จีดีพีขยายตัว 2.5% นั้นล้วนแต่มีสมมุติฐานว่าปัญหาการเมืองจะจบลงได้อย่างปาฏิหาริย์ในกลางปีนี้ เพราะจะมีนายกคนกลางเป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ผมเกรงว่าประเทศไทยจะไม่มีรัฐบาลในปี 2014 เพราะจะมีแต่ฝ่ายที่ต้องการเลือกตั้งกับฝ่ายที่ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งปัญหาการเมืองของไทยนั้นได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักโดยมูดีส์ว่าหากไทยปลดล็อกทางการเมืองไม่ได้ (political dead lock) ในปีนี้หรือมีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยืดเยื้อกับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวก็จะส่งผลในเชิงลบกับความน่าเชื่อถือทางการเงินของไทยได้
แต่ทั้งนี้ผมเชื่อว่าไทยจะยังไม่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือเพราะสถานะทางการเงินของประเทศโดยรวมและของรัฐบาลไทยยังแข็งแกร่งอยู่มาก แต่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังทำให้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยอ่อนแอลง กล่าวคือก่อนที่ไทยจะมีปัญหาทางการเมือง (ช่วง 2000-2005) จีดีพีไทยขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี แต่ช่วง 2006-2010 ซึ่งเป็นปัญหาการเมืองช่วงแรกนั้น จีดีพีขยายตัวเพียง 3.6% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในปี 2011-2013 นั้นจีดีพีไทยขยายตัวเพียง 3.1% ต่อปี แต่หากการคาดการณ์ของภัทรถูกต้อง จีดีพีในปี 2014-2015 จะขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.5% ต่อปีครับ






