คุณเคยดูละครทีวีหลังข่าวไหมครับ พล็อตเรื่องที่มักเห็นกันบ่อยๆ คือ พระเอกถูกนางร้ายหลอกให้ไปอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
และทันทีที่นางร้ายรู้ว่านางเอกเดินผ่านมา นางร้ายจะรีบร้องเสียงดัง สะอึกสะอื้นทำทีว่า ถูกพระเอกปลุกปล้ำทำมิดีมิร้าย พระเอกได้แต่พูดกับนางเอกว่า “มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ ผมอธิบายได้” แต่จนแล้วจนรอด พระเอกก็ไม่เคยได้อธิบายอย่างจริงจังสักที ปล่อยให้นางเอกคลางแคลงใจมาตลอด กว่าจะไปรู้ความจริงก็ใกล้จบเรื่องแล้ว
ผมคิดว่าทุกวันนี้ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ก็กำลังแสดงบทนี้อยู่ เขาจะรู้ตัวหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามวลชนก็ใจจดใจจ่อรอดูว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เหมือนลุ้นตอนจบของละครทีวีไม่มีผิด
การที่ประชาชนนับล้านๆ คนออกมาเดินตามท้องถนน เพื่อแสดงพลังขับไล่รัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ ฉ้อฉล คอร์รัปชัน พร้อมกับเรียกร้องให้มีการปฏิรูปนั้น มันฟ้องให้เห็นว่าคนไทยเอือมระอากับนักการเมืองรูปแบบเก่าๆ ที่ดีแต่แสวงหาผลประโยชน์ แก่งแย่งเอาตำแหน่งกัน น้อยคนที่จะมุ่งสร้างสรรค์เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของชาติอย่างแท้จริงประชาชนจึงคาดหวังที่จะให้มีการปฏิรูป วางกรอบที่เป็นรูปธรรม เสร็จแล้ว ใครจะมาเป็นรัฐบาล ไม่เป็นไร แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาใหม่นี้
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) โดยการนำของกำนันสุเทพ ได้อาสาเข้ามาขับไล่รัฐบาล พร้อมชูธงปฏิรูป เขาได้ประกาศไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูป เพราะเชื่อว่า เลือกไปก็เสียเปล่า ยังคงได้คนเดิมๆ เข้ามาที่มุ่งแต่จะกอบโกยหาผลประโยชน์เช่นเดิม โดยไม่มีความตั้งใจที่จะปฏิรูปอย่างจริงจัง
คำว่า ปฏิรูป กลายเป็นกระแสหลักที่ใครๆ ก็นำไปใช้ในการเรียกความนิยมให้กับกลุ่มตน แต่ดูเหมือนไม่มีใครที่จะจริงจังทำให้มันออกมาเป็นรูปธรรม (องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันนับว่ามีความคืบหน้าในการวางแนวทางมากที่สุด แต่มุ่งเน้นประเด็นเดียวคือการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เนื่องจากเป็นภารกิจหลักขององค์กร) แกนนำ กปปส. บางคนถึงกับพูดว่า “บ้านกำลังไฟไหม้ จะเสียเวลาไปเขียนแปลนบ้านได้ยังไง” ภาพที่ออกมาจึงล่องลอย เหมือนว่าหากล้มรัฐบาลได้ ค่อยไปตายเอาดาบหน้า
กปปส. คงมาได้คิดเมื่อหลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวเตือนสติว่า “พวกคุณด่าระบอบทักษิณและรัฐบาลมาเป็นเดือนแล้ว มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำไมคุณไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการจากด่า มาเป็นให้ปัญญาให้ความรู้ว่า การสถาปนาสภาประชาชนสำเร็จแล้ว มันจะดีกว่าระบอบทักษิณอย่างไร สภาประชาชนสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การลดค่าครองชีพ ราคาพลังงาน การศึกษา การรักษาพยาบาล ฯลฯ” และ “เลิกด่าได้แล้ว มาช่วยกันขายฝันและทำความฝันให้เป็นจริงกันดีกว่า นำเอาประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับออกมาพูด มาชี้แจง”
นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ กปปส.จัดให้มีการระดมสมองเพื่อหาแนวทางปฏิรูปกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่ในข้อเท็จจริงนั้น ระดับแกนนำจะเห็นความสำคัญของแนวทางการปฏิรูปจริงๆ หรือเป็นการทำเพียงเพื่อลดกระแส อันนี้ไม่มีใครรู้
แต่ภายหลังการระดมสมองของ กปปส. สิ่งที่ได้เหมือนล่องลอยในอากาศ การปราบคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ การปฏิรูปการเมือง มีแต่นามธรรมที่สวยหรู แต่ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม (หรืออาจมีก็ได้ แต่ไม่มีการเผยแพร่สู่สังคม ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ)
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หาก กปปส. มีแนวทางในการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมครบถ้วนแล้ว ทำไมจึงยังอ้ำๆ อึ้งๆ ทำตัวเป็นพระเอกละครหลังข่าว ทำไมไม่ประกาศเผยแพร่ หรือตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มแจกให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาซึ่งเชื่อว่าหาก กปปส. มีเจตนาที่จะตีพิมพ์เผยแพร่จริงๆ มีคนที่พร้อมจะเป็นสปอนเซอร์ออกค่าใช้จ่ายให้นับไม่ถ้วน คำถามคือ กปปส.มีแนวทางปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมและครอบคลุมครบถ้วนแล้วหรือยัง
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมย่อมต้องการแนวทางในการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ คนธรรมดาก็สามารถเข้าใจได้ง่าย มันอาจไม่ครอบคลุม แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นจริงว่านี่เป็นการเอาจริงเอาจัง และจะตามมาอีกหลายมาตรการ เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างมาตรการในการปราบคอร์รัปชันของผู้นำจีน นายสี จิ้นผิง ที่ได้ประกาศใช้บังคับกับนายทหาร นักการเมืองและข้าราชการ ดังนี้ ห้ามจัดเลี้ยงด้วยอาหารราคาแพง, ห้ามมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกงานเลี้ยง, เวลาไปตรวจราชการ ห้ามพักโรงแรมหรู, ห้ามฝากเงินในต่างประเทศ, ใครใช้รถหรู นาฬิกาแพงต้องชี้แจงว่าได้มาอย่างไร เป็นต้น
นับตั้งแต่ประเทศจีนมีการประกาศนโยบายนี้สามารถลงโทษนักการเมืองและข้าราชการไปแล้วกว่าแสนราย จนข้าราชการที่เคยคอร์รัปชันไม่กล้าเอาเงินนั้นออกมาใช้ เพราะเกรงจะถูกสอบที่ไปที่มาของเงินย้อนหลังแสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจัง ของผู้นำประเทศอย่างแท้จริง ไม่ได้ลูบหน้าปะจมูกแบบรัฐบาลไทย แนวทางปฏิรูปจึงไม่เพียงแต่เริ่มต้นด้วยหัวข้อสำคัญหลักๆ แล้ว แต่ยังควรมีมาตรการปลีกย่อยที่เป็นรูปธรรมประกอบอยู่ด้วยเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงได้บังเกิดขึ้นแล้ว
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ที่ทำให้การปฏิรูปไม่คืบหน้าคือ กปปส. ประกาศจุดยืนต้องได้อำนาจรัฐก่อน จึงค่อยปฏิรูป และจัดให้มีการเลือกตั้งตามมา ซึ่งก็ขอพูดกันตรงๆ ว่า ยังไม่มีหลักประกันว่า พอจัดตั้งสภาประชาชนได้ ผู้แทนที่ได้มาจะซื่อสัตย์ต่อภารกิจที่มอบหมายให้ไปหรือไม่ แล้วที่ว่าจะปฏิรูปนั้น จะปฏิรูปอะไร แค่ไหน และอย่างไร ตรงใจมวลชนหรือไม่
ขณะที่ฟากรัฐบาล ได้ประกาศให้ยึดหลักประชาธิปไตยแบบเดิมๆ คือต้องเลือกตั้งก่อน แล้วค่อยมาปฏิรูป นี่ก็ไม่มีหลักประกัน เพราะมีบทเรียนมาแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้เคยได้สนับสนุนคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาแนวทางในการสร้างความปรองดองและปฏิรูปกฎหมาย แต่พอคณะกรรมการชุดนี้ทำงานเสร็จเสนอแนวทางมาให้รัฐบาลกลับเพิกเฉย ไม่ใส่ใจนำออกมาใช้ เอาแต่เพลิดเพลินในการจัดสรรคนของตนเข้าในองค์กรต่างๆ ของรัฐ เล่นพรรคเล่นพวก จนสร้างความแตกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่าหากแต่ละองค์กรหรือฝักฝ่ายมีเจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปบ้านเมืองจริง และต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ท่านต้องยอมส่งแนวทางปฏิรูปที่พวกท่านได้จัดทำไว้ ส่งต่อให้องค์กรกลาง ซึ่งอาจจะเป็นสถาบันพระปกเกล้า หรือ 7 องค์กรภาคธุรกิจ ที่เขารับอาสาเป็นตัวกลางในการรวบรวมแนวคิดในการปฏิรูป แล้วนำมาเทียบเคียงหาจุดร่วมกัน อาจจะมีจุดร่วมกันสัก 40-50% ส่วนที่เห็นต่างก็ให้บันทึกไว้ เพื่อไปจัดขอประชามติในโอกาสต่อไป
เมื่อได้ข้อเสนอทั้งที่เป็นจุดร่วมและจุดต่างแล้ว ให้พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศเป็นสัญญาประชาคมที่จะไปแก้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปที่รวบรวมมา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยมีข้อตกลงว่าสภาผู้แทนใหม่ และรัฐบาลใหม่จะมีอายุแค่ 2 ปี มีภารกิจหลักในการร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศ
เมื่อสภาเฉพาะกิจยกร่างกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้ประชาชนลงมติ ซึ่งการลงประชามตินี้ต้องไม่ใช้วิธีการมัดมือชก แบบรับหรือไม่รับทั้งฉบับเท่านั้น แต่ต้องให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการออกเสียงในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะที่ฝักฝ่ายต่างๆ ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้หรือยังเป็นจุดต่างอยู่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดควรใช้วิธีเลือกตั้งหรือไม่ ควรมีการเก็บภาษีมรดกหรือไม่ เป็นต้น โดยแยกเป็นประเด็นสำคัญๆ สัก 10-20 ประเด็น แต่ละประเด็นมีเพียง 2 ทางเลือกว่าใช้ระบบเดิม หรือเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ ประชาชนจะได้ลงคะแนนได้ง่าย ที่สำคัญคือ คำตอบต้องคละกันไป สลับข้อ ก. ข้อ ข. ระหว่างรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ต้องให้ประชาชนได้อ่านและพิจารณาตัดสินใจทีละข้อ อย่าให้ออกมาในลักษณะว่า ชอบพรรครัฐบาลเลือกข้อ ก.ทั้งหมด ชอบแนวทาง กปปส.เลือกข้อ ข. ซึ่งทำให้ง่ายต่อการซื้อเสียงให้โหวตตามที่นักการเมืองต้องการ (กันไว้ดีกว่าแก้)
ผมคิดว่าการแสวงหาทางออกโดยวิธีการนี้ จะเป็นการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ทำให้ได้แนวทางปฏิรูปและมีการเลือกตั้งในเวลาที่สมควร พร้อมกับให้ประชาชนมีส่วนตัดสินใจในสาระการปฏิรูปที่สำคัญๆ แต่ผมมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ประชาชนในเวลานี้ถูกจุดไฟเรื่องการปฏิรูปจนมีความรู้สึกร่วมและมีความคาดหวังมาก หากใครก็ตามที่ได้รับความไว้วางใจให้ไปเป็นผู้นำในการร่างแนวการปฏิรูปแล้ว ต่อมากลับบิดพลิ้ว ไม่ใส่ใจทำให้ลุล่วง หรือถึงกับหักหลังไปแก้เป็นตรงกันข้ามกับสัญญาประชาคมที่เคยให้ไว้ ผมเริ่มมีลางสังหรณ์แล้วว่า คนคนนั้นหรือคณะนั้น อาจไม่มีแผ่นดินอยู่หรืออาจต้องหนีหัวซุกหัวซุนอย่าง พตท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ เพราะเวลานี้ อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนต่อเรื่องนี้มันแรงจริงๆ ครับท่าน









