นับเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกเมื่อผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่าง ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกาเดินทางเยือน 4 ประเทศในเอเชีย
ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย หลังจากที่ผู้นำสหรัฐเคยมีกำหนดการเดินทางมาเยือนเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากปัญหาการไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณจนนำไปสู่วิกฤตการณ์ ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่ง หรือ Government Shutdown
เป้าหมายของการเดินทางเยือนเอเชียในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเอเชีย (rebalancing) และให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในฐานะที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจที่สำคัญต่อสหรัฐ แม้ว่าแถลงการณ์ของทำเนียบขาวจะย้ำว่า เป็นการมาเยือนเพื่อกระชับสัมพันธไมตรีและหารือประเด็นความร่วมมือทั่วๆ ไป แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะโอบามาเลือกเดินทางเยือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ล้วนมีข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลกับจีน อย่างฟิลิปปินส์และมาเลเซีย
ซึ่งการเยือนมีนัยสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
ฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะการเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐในห้วงสงครามเย็น โดยก่อนหน้าที่โอบามาจะมาเยือน ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์กับสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงให้กองทัพสหรัฐเข้าใช้ฐานทัพในฟิลิปปินส์ได้มากขึ้น โดยสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างภายในฐานทัพได้ รวมทั้งกองทัพฟิลิปปินส์ยังจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากสหรัฐ โดยเฉพาะความช่วยเหลือทางการเงิน ดังนั้น การเยือนของโอบามาในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การลงนามข้อตกลงว่าด้วยความมั่นคง
มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งชาติอาเซียนที่ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ในปี 2509 ปัจจัยสำคัญต่อการเยือนของโอบามาก็คือ ท่าทีที่เป็นมิตรกับตะวันตกมากขึ้นของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค
ประเด็นด้านเศรษฐกิจจะเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือกับรัฐบาลมาเลเซีย โดยเฉพาะความพยายามในการผลักดันข้อตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมาเลเซียเป็นสมาชิกด้วย
อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับของประชาชนทั้งฟิลิปปินส์และมาเลเซียต่อการเยือนของโอบามาในครั้งนี้นับว่า ไม่สู้จะดีนัก ดังเห็นได้จากปรากฏการณ์การชุมนุมเดินขบวนเพื่อประท้วงต่อต้านการเดินทางเยือนของโอบามาในทั้งสองประเทศ ที่ฟิลิปปินส์ มีกลุ่มผู้เคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย กลุ่มพันธมิตรชาตินิยมและเครือข่ายอื่นๆ ได้เดินขบวนประท้วงไปยังหน้าสถานทูตสหรัฐในกรุงมะนิลา พร้อมทั้งเผาธงชาติสหรัฐและชูป้ายที่มีสโลแกนแนวชาตินิยม ไม่ยินดีต้อนรับผู้นำสหรัฐ โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการทำข้อตกลงทางการทหารระหว่างสหรัฐกับฟิลิปปินส์ แกนนำผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการคุกคามต่ออำนาจอธิปไตยของฟิลิปปินส์ และสหรัฐช่วยเหลือฟิลิปปินส์เพียงน้อยนิดในการต่อสู้คานกับจีนในกรณีพิพาททางทะเล และนอกจากกลุ่มผู้ประท้วงชาวฟิลิปปินส์แล้วยังมีผู้ประท้วงจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าร่วมด้วย พวกเขาต่อต้านคัดค้านการเพิ่มกำลังทหารของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียและการแสวงหาผลประโยชน์ของสหรัฐจากข้อตกลง TPP
ส่วนที่มาเลเซียก็มีการประท้วงต่อต้านการเยือนของโอบามา โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิม พวกเขาไม่เพียงแค่ไม่ยินดีต้อนรับโอบามาเท่านั้น แต่ยังประณามสหรัฐว่าเป็นศัตรูกับอิสลาม พวกเขายังเรียกร้องให้ชาวมาเลเซียอื่นๆ ต่อต้านการมาเยือนของโอบามาและกล่าวโทษว่าเขาเป็น ผู้ก่อการร้ายอันดับ 1 ของโลก พร้อมทั้งชูป้ายประท้วงว่า สหรัฐเป็นแกนแห่งความชั่วร้าย ส่วนในอีกประเด็นคัดค้านหนึ่งก็คือ ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาข้อตกลง TPPซึ่งมาเลเซียอาจจะเสียผลประโยชน์
การประท้วงสหรัฐอาจจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เสมอ แต่สำหรับบางประเทศอย่างฟิลิปปินส์ กลุ่มผู้ประท้วงมองเห็นถึงการกลับมาใหม่อีกครั้งของสหรัฐหลังจากที่เคยลดบทบาทไปหลังจากสมัยสงครามเย็นว่าเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยและเป็นการแสดงอำนาจจักรวรรดินิยมมากกว่าจะเข้ามาในฐานะผู้ค้ำจุนอธิปไตย และยังเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความเป็นชาตินิยมด้วย จากกรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงชาตินิยมที่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนทางด้านมาเลเซียในฐานะรัฐอิสลามสายกลาง จากการประท้วงโอบามาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความเป็นชาตินิยมอิสลาม ที่สหรัฐเข้าไปในตะวันออกกลาง ชี้ให้เห็นถึงแรงต่อต้านสหรัฐที่ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อยในหมู่ชาวมุสลิม
โดยนัยนี้ อาเซียนควรขับเคลื่อนบทบาทด้านความมั่นคงให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ประเทศสมาชิกอุ่นใจมากกว่าจะพึ่งพาอาศัยประเทศจากภายนอกภูมิภาค และควรเชื่อมโยงโอกาสจากนโยบายการปรับสมดุลมุ่งสู่เอเชียของโอบามาให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาคมอาเซียน และเป็นสื่อกลางช่วยลดความหวาดระแวงระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสามารถพัฒนาไปบนเส้นทางที่สร้างสรรค์และมีสันติภาพ






