พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อวานนี้ บอกว่า "เศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด" เพราะว่านักวิเคราะห์ของแบงก์ชาติกับธนาคารไทยพาณิชย์
และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เห็นเกือบจะตรงกันว่าไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมาแย่ที่สุดแล้ว ไตรมาสสองจะเริ่มผงกหัวได้
เป็น "ข่าวดี" ที่ทุกคนอยากให้เป็นความจริง เพราะว่าถ้าเศรษฐกิจไทยแย่ไปกว่านี้ ภาวะ "เศรษฐกิจถดถอย" จะมีผลกว้างไกล ทุกวันนี้ธุรกิจระดับกลางและเล็ก (SMEs) จำนวนไม่น้อย ก็เริ่มจะล้มหายตายจากไป ธุรกิจใหญ่ที่มีสายป่านยาวก็เริ่มจะต้องปรับตัวมุ่งตลาดต่างประเทศ ประหนึ่งว่าเลิกหวังพึ่งอะไรๆ ในบ้านเมืองเราแล้ว
คนของ สศค. ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมาถือเป็นจุดต่ำสุด และไตรมาส 2-3-4 จะเริ่มกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะไตรมาสสี่ จะขยายตัวแบบก้าวกระโดด ทั้งปีเศรษฐกิจไทยยังโตได้ 2.6% (ลดจากที่เคยประมาณการเอาไว้ที่ 4.5%)
แบงก์ชาติ บอกว่า เศรษฐกิจไตรมาสสอง น่าจะขยายตัวมากกว่าไตรมาสแรก ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เชื่อว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ตามประมาณการของ ธปท. ที่ 4.5%
ฝ่ายวิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ อยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่ประมาณการเอาไว้ที่ 2.4% แต่ก็เชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากที่ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ติดลบ 0.3%
อ่านคำพยากรณ์ของหลายๆ สำนักแล้ว ก็พอจะสรุปได้ว่าไตรมาสแรกต่ำสุด ไตรมาสสองน่าจะดีขึ้น และมองทั้งปีจะต่ำกว่าปีก่อน และมีอัตราโตได้ที่ 1.6-2.4% ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เอกชนไทยได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รอให้การเมืองแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จได้ เพราะว่ารอมาหลายไตรมาสแล้ว ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีทางออกอะไรที่เป็นรูปธรรม จึงพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มจะ "ชาชิน" กับคำว่า "วิกฤติการเมือง" และหาทางออกด้วยตนเอง บ้างก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาส บ้างก็หันไปหาตลาดต่างประเทศ และหลายคนก็ปรับแนวทางบริหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์โดยไม่หวังพึ่งพารัฐบาลอีกต่อไป
วิเคราะห์กันให้ลึกลงไป เอกชนไทยอาจจะสรุปแล้วว่าประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลถาวรหรือรัฐบาลชั่วคราว เพราะเท่าที่ผ่านมารัฐบาลกลับกลายเป็นอุปสรรค เมื่อไปพัวพันกับปัญหาการเมืองมากกว่าที่จะมุ่งแก้ปัญหาจริงจังของประชาชน
เอกชนไทยมีความสามารถไม่น้อยไปกว่าใครๆ ในอาเซียน และที่บริษัทไทยไม่น้อยสามารถสยายปีกไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่มิได้เป็นเพราะรัฐบาลสนับสนุน ตรงกันข้าม หากการเมืองมายุ่งน้อยเท่าไร เอกชนก็ยิ่งมีความคล่องตัวในการขยายงานเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากเพียงนั้น
ภายในประเทศเองก็เถอะ ทุกวันนี้มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี เพราะว่ารัฐบาลในความหมายที่แท้จริง คือ ผู้บริหารที่ต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่ไปๆ มาๆ เราก็เห็นรัฐบาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และเป็นคู่กรณีกับฝ่ายต่างๆ จนไม่สามารถทำหน้าที่บริหารประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น หากว่าเศรษฐกิจไตรมาสสองเริ่มกระเตื้องขึ้นจากจุดต่ำสุดของไตรมาสแรก และสามารถประคองตัวไปได้ตลอดปีโดยเศรษฐกิจไม่ติดลบ ไม่เข้าข่ายถดถอย (recession) ก็คงไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลหรือนักการเมือง
หากแต่เป็นความสามารถของธุรกิจเอกชน ผู้บริโภค และสังคมไทยโดยส่วนรวม ที่สามารถแก้ปัญหาและประคองบ้านเมืองไปได้ ในยามที่นักการเมืองยังติดหล่มอยู่กับปัญหาที่สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง
เราต้องมานิยามและกำหนดบทบาทของ "รัฐบาล" กันใหม่..แล้วครับ!






