นิตยสารชื่อดังด้านการลงทุนของสหรัฐที่ชื่อว่า Barrons สัปดาห์ที่แล้วได้สำรวจความคิดเห็นจากบรรดานักลงทุนสถาบันของบริษัททางการเงินของสหรัฐ
เกี่ยวกับมุมมองของการลงทุนในช่วงต่อไป ผมขอสรุปผลการสำรวจ ดังนี้
หนึ่ง นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐ สามารถที่จะขึ้นต่อไปได้ทว่าอีกไม่มากมายเท่าไรนัก จากรูปที่ 1 ร้อยละ 56 ของผู้สำรวจทั้งหมดยังคงมั่นใจว่าตลาดหุ้นยังจะคึกคักและคึกคักมาก ลดลงจากร้อยละ 68 เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า และประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังขึ้นได้ต่ออีกราวร้อยละ 10 จากปัจจุบันจนถึงปี 2015 แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐหือเฟดจะค่อยๆ เลิกทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ก็ตาม
สอง ในมุมของความถูกแพงของตลาด ส่วนใหญ่มองว่าราคาหุ้นสหรัฐได้สะท้อนข่าวดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี Shale gas ไปมากแล้ว โดยผู้ที่มีความเห็นแบบไม่ดีไม่ร้ายหรือในลักษณะ Neutral ต่อตลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24 เมื่อ 6 เดือนที่แล้วเป็นร้อยละ 35 ในตอนนี้ นอกจากนี้ ร้อยละ 73 ของโพล มองว่าตลาดมีมูลค่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือ Fairly valued เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 6 เดือนที่แล้ว โดยมีร้อยละ 18 ที่เห็นว่าตลาดมีมูลค่าในระดับที่สูงเกินไปแล้วหรือ Overvalued ซึ่งในทางปฏิบัตินับเป็นสัญญาณที่ดีเนื่องจากโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่มีอยู่ไม่มากเพราะหลายคนเริ่มกังวลตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนแล้ว
สาม ผู้ที่มองหุ้นสหรัฐในแง่ดีจากเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะกำลังฟื้นตัวและอัตราดอกเบี้ยที่เข้าใกล้ศูนย์ รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่จะสูงขึ้นหลังจากที่อั้นมานานหลายปี ประเมินว่าดัชนีดาวน์โจนส์จะสามารถขึ้นไปได้อีกร้อยละ 15 โดยจะแตะระดับ 18,800 ภายในเดือนธันวาคมนี้ และแตะที่ระดับ 20,400 ภายในกลางปี 2015 ส่วนดัชนีแนสแด็ก น่าจะสามารถปิดที่ระดับ 5,000 ในสิ้นปีนี้และแตะระดับเกิน 5,048 ภายในกลางปีหน้า โดยแรงหนุนหลักของรอบนี้ในมุมมองของผู้ที่มองตลาดในแง่ดี จะมาจากตลาดบ้านและความร้อนแรงของเทคโนโลยี Shale gas รวมถึงคาดว่าเฟดเองยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไปอีกนานพอสมควร
สี่ ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อนั้น ครึ่งหนึ่งจากผู้สำรวจมองว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องจับตาภายใน 1-2 ปีนี้ ส่วนอีกร้อยละ 44 มองว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับนี้ไปอีก 1-2 ปี ส่วนอัตราการว่างงานนั้น ในอีก 12 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 6-6.5 ลดลงจากร้อยละ 6.7 ในตอนนี้ โดยหากมองไปอีก 2 ปีข้างหน้า ร้อยละ 38 ของผู้สำรวจคาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงเหลือร้อยละ 5-5.5
ห้า ในมุมของผลประกอบการของบริษัท ประมาณสองในสามของผู้สำรวจประเมินว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นไปตามหรือเกินเป้าของนักวิเคราะห์ โดยมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นสหรัฐมากกว่าภาพเศรษฐกิจของสหรัฐเสียด้วยซ้ำในช่วงระยะเวลาต่อไป
หก แม้ว่าจากการสำรวจ ใน 1-2 ปีนี้ ร้อยละ 60 จะมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีความน่าสนใจมากที่สุด ตามด้วยตลาดหุ้นยุโรปที่ร้อยละ 23 และตลาดเกิดใหม่ที่ร้อยละ 14 ทว่าหลายฝ่ายก็เกรงเหมือนกันว่าตลาดอาจจะมี correction ประมาณร้อยละ 10 จากปัญหาความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกหรือ Geopolitical Tension และที่สำคัญจากความผิดพลาดของการบริหารเศรษฐกิจโดยประธานธนาคารกลางของประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางเจเน็ต เยลเลนของสหรัฐ และ นายฮารูฮิโกะ คูโรดาของญี่ปุ่น น่าสังเกตว่าสำหรับการมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดเกิดใหม่เป็นที่ชื่นชอบจากผู้สำรวจมากที่สุด
ท้ายสุด ความคิดเห็นของบรรดานักการเงินต่อการลดขนาดการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE Tapering จากรูปที่ 2 ร้อยละ 64 มองว่า QE Tapering จะทำเสร็จภายในปีนี้ ส่วนอีกร้อยละ 36 มองว่าปีนี้การทำ QE Tapering ยังไม่จบ และมีโอกาสจะกลับไปทำ QE เพิ่มครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ






