แม้บทความนี้จะตั้งใจกล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก แต่ก็มีหลายครั้งที่ต้องหันมากล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจไทย
เพราะผู้เขียนก็มีรักประเทศไทย และอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเจริญรุ่งเรืองไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย
ในมุมมองเศรษฐกิจไทยในระยะ 5-10 ปีข้างหน้านี้ ผู้เขียนกังวลอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในวังวนแห่งปัญหา และจะถูกดึงดูดให้ดำดิ่งไปสู่ก้นบึ้งแห่งความถดถอยโดยปัจจัยที่จะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมี 5 ประการ
ปัจจัยฉุดรั้งประการแรกได้แก่ ความขัดแย้งทางการเมือง ที่กัดกร่อนประเทศไทยมาไม่ต่ำกว่า 7 ปีและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงต่อเนื่องไปอีกกว่าทศวรรษเป็นอย่างน้อย และจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้เขียนเห็นต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ท่านอื่นๆ ที่ว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งดังต้นหญ้า ที่แม้จะถูกเหยียบย่ำก็พร้อมจะฟื้นขึ้นได้เมื่อวิกฤติการเมืองผ่านพ้นไป
แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่าไม่จริง โดยหากพิจารณาการขยายตัวของ GDP ของไทยเทียบกับอย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว จะพบว่า GDP ไทยตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบันเฉลี่ยแล้วขยายตัวที่ประมาณ 4.2% ต่ำสุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ 4.7-5.5% นอกจากนั้นยังมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (บ่งชี้ถึงความผันผวน) ที่สูงสุดถึง 4.2% ขณะที่ค่าดังกล่าวของเพื่อนบ้านอยู่ที่ 1-3% เท่านั้น
สาเหตุหลักที่เศรษฐกิจไทยผันผวนสูงและขยายตัวต่ำกว่าเพื่อนบ้านเป็นเพราะวิกฤติการเมือง รวมถึงการบริหารจัดการวิกฤติต่างๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น วิกฤติน้ำท่วม วิกฤติสึนามิ รวมถึงการขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบายจากรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนไทยและต่างประเทศในระยะต่อไป ทั้งนี้ วิกฤติการเมืองปัจจุบันที่ลากยาวต่อเนื่องจากความขัดแย้งของคนไทยกันเองนั้น จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมากขึ้น และอาจกลายเป็นดั่ง “ทศวรรษที่หายไป” ของญี่ปุ่นได้
ปัจจัยฉุดรั้งที่สองได้แก่ ประเด็นด้านหนี้ประชาชาติ ที่รวมถึงหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นโยบายหนึ่งที่ภาครัฐในประเทศตลาดเกิดใหม่ใช้ในกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากวิกฤติการเงินโลกคือการหันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น โดยเน้นกระตุ้นการบริโภคและลงทุนภาคเอกชนทดแทนการส่งออก โดยผลักดันผ่านการสนับสนุนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อภาคธุรกิจมากขึ้น ทำให้เห็นสัญญาณของหนี้ที่เพิ่มขึ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวม
แม้จะเป็นแนวโน้มของประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวม แต่กรณีของไทยกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยในปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 45% ต่อ GDP ในปี 2546 เป็น 82% ในปัจจุบัน ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจที่ 58% ต่อ GDP ก็ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้งเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมกับหนี้สาธารณะที่ประมาณ 46% แล้ว ทำให้หนี้ประชาชาติโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 182% หรือเกือบ 2 เท่าของ GDP อันเป็นระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยผู้เขียนเห็นว่า ในระยะต่อไปอาจเกิดการ “ปรับฐาน” (Deleveraging) หรือการที่สถาบันการเงินไทยจะคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ เพื่อคุมหนี้เสียทั้งส่วนของครัวเรือนและธุรกิจ ซึ่งจะทำให้การบริโภคและลงทุนเอกชนยิ่งหดตัวในอนาคต
ประเด็นที่สามได้แก่ ประเด็นด้านภูมิประชากร โดยเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยประชากรที่มีวัยเกิน 65 ปีมีถึงประมาณ 8% ในปัจจุบัน และจะเพิ่มเป็นประมาณ 13% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้สัดส่วนประชากรวัยทำงานจะลดลงอย่างรวดเร็วในอนาคต ส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทยจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เฉกเช่นเดียวกับในญี่ปุ่น จีน และเกาหลี แม้ว่าเราจะยังจนกว่ามากก็ตาม (หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “แก่ก่อนรวย”)
ประเด็นที่สี่ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกที่เปลี่ยนไป รวมถึงนโยบายภาครัฐที่ไม่ชัดเจน ทำให้สินค้าส่งออกที่เคยเป็นแชมเปียนอย่างสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะ Hard Disk Drive) รวมถึงสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ขยายตัวชะลอรวมถึงหดตัวในบางหมวด จะเหลือก็เพียงยานยนต์และอุปกรณ์เท่านั้นที่ยังพอจะแข่งขันได้ แต่ก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างอินโดนีเซียที่กำลังหายใจรดต้นคอ ทั้งนี้ หากรัฐยังไม่มีนโยบายที่จะหาอนาคตแชมเปียนสินค้าส่งออกของไทยอย่างเป็นรูปธรรม อาทิตย์อัสดงของการส่งออกไทยก็อาจมาถึงในไม่ช้า
ประเด็นสุดท้ายที่นำมาสู่หายนะทางเศรษฐกิจไทยได้แก่ การลงทุนที่หดหาย ทั้งในส่วนของการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า การลงทุนเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่จะเป็นรากฐานให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยพุ่งทะยาน การลงทุนที่หดหายย่อมทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตในอนาคตหดหายตามไปด้วย
สาเหตุของการหดหายของการลงทุน ทั้งเอกชนและภาครัฐได้แก่การขาดความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ จากปัญหาวิกฤติการเมือง การขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย รวมถึงแรงต่อต้านจากหลายฝ่ายในการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ซึ่งหากประเทศยังคงตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไป โอกาสที่การลงทุนจะกลับมาก็ยิ่งริบหรี่
แม้ภาพของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังตกอยู่วังน้ำวนแห่งหายนะ แต่ผู้เขียนก็ยังพอมีหวังว่าเมื่อวิกฤติการเมืองครั้งนี้ผ่านพ้นไป คนไทยจะเริ่มมีสติและกลับมาคิดถึงอนาคตของลูกหลาน หันมาจับมือร่วมกันพัฒนาชาติไทย ให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน โปร่งใส และเป็นธรรม
แม้จะเป็นเพียงความหวังอันริบหรี่ก็ตาม
------------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่









