วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

10 ปีกรือเซะ-10ปีไฟใต้ พฤติกรรม จนท.ยังเหมือนเดิม?

เมื่อวานเป็นวันครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์กรือเซะ ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่เยาวชนและชายฉกรรจ์มุสลิมนับร้อยคน

บุกเข้าโจมตีป้อมจุดตรวจรวม 11 แห่ง (นับรวมที่มัสยิดกรือเซะด้วย) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ยะลา ปัตตานี และสงขลา ก่อนจะเกิดการยิงปะทะกันและมีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายรวม 108 ราย (ข้อมูลบางแหล่งระบุยอดผู้สูญเสีย 109 ราย)

แม้เมื่อวานไม่มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ประเภท "ฉลองวันครบรอบ" เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ก็ยังมีข่าวคราวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ออกมาพอสมควร

ข่าวแรก คือ กรณีที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค4) กรณีมีกำลังทหารพรานเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 87 หมู่ 4 ต. ท่าสาป อ.เมือง จ. ยะลา ซึ่งเป็นบ้านของ นายอาดีล สาแม เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.

ในจดหมายเปิดผนึกได้บรรยายพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นบ้าน และปากคำของแม่นายอาดีล ใจความสำคัญคือมีการทำร้ายร่างกายนายอาดีลเพราะไม่สามารถหาซิมโทรศัพท์ที่ตัวเองใช้มาให้เจ้าหน้าที่ได้ รูปแบบการทำร้ายคือการชกท้องหลายครั้งจนสลบ แม่ต้องนำส่งโรงพยาบาล พอฟื้นเจ้าหน้าที่ก็รับตัวไปซักถามยังศูนย์ซักถามของทางราชการ

เนื้อหาในจดหมายยังระบุด้วยว่าเจ้าหน้าที่มากันเกือบร้อยนาย ใช้รถยนต์นับสิบคัน เพื่อมาค้นบ้านและจับกุมคนเพียงคนเดียว สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในละแวกนั้น และยังไม่ถอดรองเท้าขณะเข้าทำการตรวจค้น ทั้งๆ ที่พี่น้องมุสลิมถือว่าเป็นการไม่เคารพสถานที่ เพราะพื้นที่บางส่วนของบ้านเป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีละหมาด

ข่าวที่สอง คือ การนำกำลังผสมทหาร ตำรวจ เข้าตรวจค้นบ้านเจาะกลาดี หมู่ 8 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวานนี้ คือ วันจันทร์ที่ 28 เม.ย.

พฤติกรรมการเข้าตรวจค้นก็คล้ายๆ กับกรณีแรก คือ เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าตรวจค้นตามบ้านของชาวบ้าน โดยไม่มีการประสานผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งๆ ที่เป็นการค้นตอนกลางวัน ซึ่งไม่ใช่ปฏิบัติการลับทางยุทธวิธี

หลายบ้านตอนกลางวันมีแต่ผู้หญิงสูงวัย เมื่อเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธบุกเข้าไป บางรายอายุมากแล้วก็ถึงกับเป็นลมล้มพับ ตกใจกันเป็นแถบ บ้านหลายหลังถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย

และก็เช่นเคย...ไม่มีการถอดรองเท้า ไม่มีการเคารพสถานที่

หลายฝ่ายมองอย่างมีความหวังว่าสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมาครบ 10 ปีเต็ม หรือ 1 ทศวรรษแล้ว ภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงได้พยายามปรับรูปแบบการทำงานหลายๆ ด้านให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่มากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าเจ้าหน้าที่บางคน บางหน่วยงานยังไม่ปรับตัว ไม่ปรับวิธีการทำงาน และยังมองชาวบ้านเป็นโจร ไม่แยกปลาออกจากน้ำ ไม่แยกแยะชาวบ้านทั่วๆ ไปกับกลุ่มก่อความไม่สงบ

กลายเป็นว่ายิ่งปฏิบัติหน้าที่นานวัน รัฐยิ่งเสียมวลชน ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบกลับมีมวลชนเพิ่มมากขึ้น และยังคงมีวัยรุ่นไหลเข้าร่วมขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เรียกร้องความเป็นธรรม หรือปลดแอกจากรัฐไทยอย่างมากมายไม่หยุด

น่าคิดไม่น้อยว่าทั้งๆ ที่สื่อมวลชนประโคมข่าวความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กันขนาดนี้ มีหน่วยงานทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองลงไปทำงานในพื้นที่กว่าครึ่งแสนเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนในพื้นที่ให้มองหน่วยงานรัฐเป็นบวกมากขึ้นเลย

เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีข่าวดีๆ เกี่ยวกับทหารหาญกระโดดลงไปช่วยเด็กน้อยที่กำลังจมน้ำ ใกล้ๆ กับประตูน้ำคลองชลประทานในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี จนมีการทำคลิปเผยแพร่สร้างความประทับใจไปทั่ว

อย่าให้การพยายามทำความดีของเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ต้องสูญเปล่า จากพฤติกรรมที่ไม่ยอมเปลี่ยนของเจ้าหน้าที่บางคน บางกลุ่มอีกต่อไปเลย