เราย้ำกันมาตลอดว่าภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ กำลังเข้าข่ายทรุดตัว บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ลดลงอย่างมาก
กิจกรรมทางเศรษฐกิจประกาศชะลอออกไป การลงทุนเลือกที่จะยุติโครงการไว้ก่อน ทุกฝ่ายทุกกิจกรรม นักลงทุนในและต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง จากเดิมที่ประเมินว่าปีนี้จะขยายตัว 2.7% เนื่องจากชัดเจนแล้วงบประมาณปี 2558 ล้าช้าออกไปจากเดิมอย่างน้อย 1 ไตรมาสและยังมีอีกหลายสำนักที่จะกำลังปรับประมาณการเศรษฐกิจ แน่นอนหลายคนโทษและชี้ความผิดไปที่การเมือง ซึ่งก็ใช่ แต่หัวใจของปัญหาทั้งหมดคือความรับผิดชอบและขาดภาวะความเป็นผู้นำ ที่มองประเทศในระยะยาวมากกว่าจะเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นทางการเมือง
นโยบายประชานิยม ที่เต็มประเทศอยู่วันนี้ เพราะผู้นำ ยังคิดแบบเดิมๆ คือคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อหวังผลระยะสั้นทางการเมือง นอกจากไม่เป็นการพัฒนาประเทศในระยะยาวแล้ว และคดีความทั้งหลายที่กดดันยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยู่วันนี้ เพราะนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เน้นประชานิยม หาเสียงมากกว่าที่จะหวังผลประโยชน์โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ที่ทุ่มเม็ดเงินไปกว่า 7 แสนล้านบาท นอกจากกระทบกับฐานะทางการคลังในระยะยาวแล้ว ยังทำลายคุณภาพอุตสาหกรรมข้าวไทย ซึ่งวันนี้สะท้อนออกมาแล้ว และถึงตอนนี้ยังไม่เห็นความรับผิดชอบจากผู้บริหารประเทศ ว่าจะยุติโครงการหรือรับผิดชอบแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังคิดเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เราจึงไม่เห็นอนาคตว่าโครงการรับจำนำข้าวจะจบ และนำพาประเทศไปสู่จุดไหน และยังมีอีกหลายโครงการที่สะท้อนภาวะความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ
ดร.สมชัย จิตสุชน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เขียนบทความในกรุงเทพธุรกิจไว้น่าคิดว่าสิ่งที่เราขาดคือภาวะผู้นำ ที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราขาดผู้นำที่ดีเป็นคนๆ ไป เช่น หลายคนอาจคิดว่าเราน่าจะมีผู้นำอย่างนายลี กวน ยู ของสิงคโปร์หรือ นายปาร์ค จุง ฮี ของเกาหลีใต้เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นการคาดหวังที่ไม่ถูกต้อง เราควรคาดหวังว่าสังคมไทยสามารถสร้าง "มวลผู้นำ" ขึ้นมาในหลากหลายองค์กรและสถานะ ทั้งในภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคเอกชน
เราจะสร้างมวลผู้นำขึ้นมาได้นั้น คำถามแรกที่ต้องตอบคือผู้นำที่ดี ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว ควรมีคุณสมบัติอย่างไรโดยในรายงานของ "คณะกรรมการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ" หรือ Growth Commission กล่าวว่าผู้นำจะต้องสามารถผสมผสานวิสัยทัศน์ (insight) ประสบการณ์ และทักษะทางการเมืองในการหาจุดสมดุลระหว่างขั้วอำนาจเพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่นำความรุ่งเรืองมาสู่ประเทศโดยรวม
เราคิดว่าหากผู้นำวันนี้ หรืออีกอนาคตหลังมีการเลือกตั้งใหม่ตระหนักในภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ เชื่อว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปมากกว่านี้ และวันนี้ก็ยังไม่สายไปที่ ทุกคนหากคิดจะอาสาสู่วงการเมือง จะตระหนักในประเด็นนี้ ขณะเดียวกันสังคม ต้องเรียกร้องและกดดันให้นักการเมือง และผู้นำเดินตามเส้นทางนี้ ทำได้อย่างนี้ ประเทศไทย จะเป็นความหวังของลูกหลานอย่างแท้จริง






